แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Creative Thinking แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Creative Thinking แสดงบทความทั้งหมด

29 เม.ย. 2554

สูตรแห่งความสุข...ตำราชีวิตประจำวัน




สูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้
   ๑.  ดื่มน้ำให้มาก   
   ๒  กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น,ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยง และตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ)
     ๓ กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน
     ๔ ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น
         และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ
     ๕ หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ
     ๖  เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย
     ๗ อ่านหนังสือให้มากขึ้น..ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา
     ๘ นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10นาทีให้ได้
     ๙ นอนวันละ 7ชั่วโมง
    ๑๐. เดินสักวันละ 10ถึง 30นาที, แล้วแต่จะสะดวก, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน,ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน
    ๑๑. ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม

    นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร,
 ชีวิตก็จะแจ่มใส,แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลาของตนเอาไว้ วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน


 สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้ครับ

       ๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
     ๒.  อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
     ๓. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
     ๔. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
     ๕. อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
     ๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ
     ๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
     ๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
     ๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น
     ๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
     ๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
     ๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
     ๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
     ๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก..บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
     
แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?
     ๑.   อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
     ๒.   จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
     ๓.  จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
     ๔.   จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70และต่ำกว่า 6ขวบ
     ๕.   พยายามทำให้อย่างน้อย 3คนยิ้มได้ทุกวัน
     ๖.   คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย
     ๗.   งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณ ในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด
 

 และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้
      ๑.  ทำสิ่งที่ควรทำ
      ๒.  อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง
         ไปเสีย..เก็บไว้ทำไม?
      ๓.  เวลาย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้
      ๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
      ๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงานด้วย...get up, dress up and show up.
      ๖.  สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
      ๗.  ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
      ๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?


และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด

ส่งบทความที่ต่อไปให้คนที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วย
ที่มา By สุทธิชัย หยุ่น 

14 เม.ย. 2554

As the world turns

             

             เมื่อเพื่อนชาวอังกฤษของผม ตั้งคำถามด้วยความเป็นห่วงว่า ประเทศของคุณเป็นอะไรไป เชื่อหรือไม่ว่าผมไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ในทันที  และทำให้ต้องหยุดคิดว่า เราจะฟื้นคืนมาอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร เพราะผมเชื่อว่า แม้เราจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือ ปฏิรูประบบการศึกษา จนสำเร็จได้ในพริบตา ก็ไม่ได้หมายความว่า นั่นคือคำตอบที่ทำให้เราเดินอย่างมั่นคงได้ในอนาคต
               ผมไม่ใช่คนมองโลกแง่ร้ายอย่างน่ากลัว หรือมองโลกในแง่ดีจนมองไม่เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราจะต้องเผชิญและต้องดำเนินชีวิตต่อไปนั้น ถือเป็นความท้าทายต่อคำถามที่ว่าเราจะอยู่อย่างไรในอนาคต เพราะเมื่อทุกๆ ประเทศในโลก พร้อมใจกันแสวงหาจุดแข็งของตนเองเพื่อต่อสู้ในเวทีการค้า และแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเราก็เร่งฝีเท้าเดินห่างจากเราไปทุกที  สภาวการณ์เช่นนี้ ทำให้เราต้องกลับมาสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง เพื่อมองหาข้อได้เปรียบอันแข็งแกร่ง และความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะเกิดขึ้น

               แม้ว่า ผม และ TCDC (Thailand Creative & Design Center) จะทำงานด้วยความเชื่อมั่นในความเก่งฉกาจของคนไทยมาตลอด และมุ่งหวังให้เกิดการตกผลึกระหว่างความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ และทักษะ มาสรรสร้างเป็นสินค้าและบริการที่ยอดเยี่ยม แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมและสถานการณ์โลกที่เราต้องรู้เท่าทัน  ดังนั้น ภายใต้เรื่องราวที่จะนำเสนอต่อไปนี้จึงไม่ใช่คำตอบที่ถาวรหรือตายตัวต่อความไม่แน่นอนของโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากแต่เป็น “พื้นฐาน” ที่ผมเห็นว่าจำเป็นที่เราต้องมีไว้นั่นเอง

               เมื่อความรู้ได้กลายมาเป็นสินค้า และแรงงานคุณภาพสูงสามารถหาได้ด้วยต้นทุนเพียงน้อยนิดจากการผลิตของบริษัทในอเมริกาและยุโรป โดยการว่าจ้างกลุ่มประเทศที่กำลังเติบโตอย่าง บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน (ประเทศกลุ่ม BRIC) เป็นผู้ผลิต กลุ่มประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการปรับเปลี่ยนฐานการผลิตเหล่านี้ ไม่ได้เก็บเกี่ยวแค่เม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่หากตักตวงเอาประสบการณ์ ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการมาเป็นต้นทุนอีกด้วย  แน่นอนว่ามาถึงวันนี้ กลุ่มประเทศผู้ว่าจ้างเกิดความแคลงใจในความสามารถที่เพิ่มขึ้นของผู้รับจ้างเหล่านี้  และกำลังมองหาหนทางใหม่ๆ ที่จะหนีกับดักการผลิตของตนเอง  แนวคิดเรื่องระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) จึงเกิดขึ้น เพราะแม้แต่ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง ก็ยังคงต้องการสิ่งสำคัญที่สุดนั่นคือ ความสามารถในการผลิตไอเดียอย่างต่อเนื่อง

               มีการสันนิษฐานว่า การสร้างนโยบายที่สนับสนุนแนวคิดใหม่นี้ จะทำให้หลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจทั้งปวง เพิ่มการจ้างงาน สร้างสังคมแห่งความสุข แต่มุมมองเช่นนี้อาจเกิดจากความเข้าใจที่ตึ้นเขินเกินไปของแนวคิดดังกล่าว

               สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักไว้ก็คือ ความคิดสร้างสรรค์อย่างเดียวนั้น ไม่ทำให้เกิดมูลค่า แต่ต้องนำไปใช้ในบริบททางธุรกิจที่ถูกต้อง บนฐานของความรู้  และมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นเครื่องมือช่วย อีกทั้งการสร้างมูลค่าและคุณค่าได้ จะต้องอาศัยทักษะ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
               เราจึงลองสำรวจปัจจัยพื้นฐานที่จะเป็นภูมิคุ้มกันให้เราอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง เพื่อว่าอย่างน้อยที่สุด ความสามารถพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยเป็นระบบกันกระเทือนให้เรายามที่เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง

13 เม.ย. 2554

คิดจากล่างขึ้นบน


         หลายคนมักจะคิดว่ากระบวนการของความคิดสร้างสรรค์นั้น จะเกิดขึ้นได้ต้องมีสมองที่ฉลาดปราดเปรื่องเป็นคนคิดขึ้น และกำหนดจากบนลงล่าง ว่าสิ่งที่จะถูกสร้างขึ้นนั้นจะต้องมีลักษณะอย่างไร  มีรายละเอียดอย่างไร หากเป็นอย่างนั้นจริง คนที่จะมีสมองที่ฉลาดปราดเปรื่องเหล่านั้น ก็คงหาได้ยากยิ่ง และโลกเรานี้ก็คงต้องพัฒนาไปอย่างแร้นแค้นความคิดใหม่ ๆ อย่างเป็นแน่แท้

ความคิดสร้างสรรค์ แท้จริงแล้วเป็นกระบวนการทำงานแบบองค์รวมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เพื่อให้เห็นภาพใหม่ องค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์นั้นคือรายละเอียด ข้อมูลย่อยที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้  ขอเพียงให้มีใครสักคนที่มองเห็นองค์ประกอบย่อยเหล่านั้นในองค์รวม โดยใช้เวลาที่เหมาะสมแม้แต่คนที่ฉลาดน้อยที่สุด ก็สามารถที่จะกำเนิดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

         หากดูการเชื่อมโยงของ Network  ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง Internet อาจจะเห็นภาพได้ชัดเจน เราไม่ต้องอาศัยอัจฉริยะในการเปิดดูเรื่องราวใน Internet เพื่อสร้างความคิดใหม่ แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็สามารถเกิดความคิดใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา เพียงแค่ใช้เวลากับองค์รวมของเครือข่ายเหล่านี้ และแน่นอนไม่มีใครสร้าง Internet ขึ้นด้วยคนเดียว ทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นคนละไม้คนละมือ เป็นการสร้างจากล่างขึ้นบนโดยแท้ดังนั้น ในการสร้างเงื่อนไขไปให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นในองค์กรหรือการทำงาน จงหาทางเปิดโอกาสให้ข้อมูลจากข้างล่างขึ้นมาควบคุมองค์รวม หาเหตุให้คิดจากล่างขึ้นบน ความคิดสร้างสรรค์ก็จะเกิดได้เร็วขึ้น

โดย http://www.creativethailand.org/th/articles/article_detail.php?id=49#
http://duangritbunnag.com/