แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความงาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความงาม แสดงบทความทั้งหมด

11 พ.ค. 2554

อาการแพ้เครื่องสำอาง

ปกติแล้วการแพ้เครื่องสำอางสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกผลิตภัณฑ์แต่ไม่ได้เป็นอันตรายมากเนื่องจากเป็นการใช้ภายนอก หากเรารู้สึกว่ามีอาการแพ้เครื่องสำอางตัวนั้นก็ให้หยุดจนหายและลองใช้ในบริเวณน้อยๆดูอีกว่าเป็นอีกหรือเปล่า เพื่อหาต้นตอว่าเกิดจากสารอะไรและครั้งต่อไปจะได้หลีกเลี่ยงสารนั้นๆ
 


อะไรเป็นสาเหตุของการเกิดปฏิกิริยากับเครื่องสำอาง
การเกิดผิวอักเสบจากการระคายเคือง ผิวจะมีอาการแพ้เมื่อสัมผัสกับสิ่งที่มีความหยาบกระด้างหรือเคมีรุนแรง บ่อยครั้งที่พบว่าสารเคมีทำอันตรายโดยตรงกับผิวหนังชั้นนอก จึงเป็นเหตุให้เกิดอาการแพ้
ผื่นแพ้สัมผัสเกิดขึ้นจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านสารเฉพาะอย่าง (สารที่เป็นตัวทำให้เกิดอาการแพ้) ซึ่งเป็นสารแปลกปลอมและเป็นอันตรายต่อผิวหรือร่างกาย
ปกติแล้วอาการแพ้เครื่องสำอางเกิดได้บ่อยแค่ไหน
ปกติแล้วอาการแพ้อย่างรุนแรงนั้นพบได้ไม่บ่อย อย่างไรก็ตามการแพ้จากการระคายเคืองเล็กน้อยต่อส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้นไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ การศึกษาพบว่าประชากรประมาณ 10% อาจมีบางประเภทของการแพ้เครื่องสำอางในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ปฏิกิริยาการแพ้เครื่องสำอางจะเกิดได้ในผู้หญิงมากกว่า เนื่องจากผู้หญิงมีแนวโน้มว่าใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมากกว่าผู้ชาย
จะทำอย่างไรหากพบว่ามีอาการแพ้
หากเกิดอาการแพ้ ให้หยุดใช้เครื่องสำอางทุกตัว และเมื่อหายจากการแพ้แล้ว ให้เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เดิมทีละตัว ซึ่งจะช่วยให้วิเคราะห์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ตัวใดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หากไม่สามารถหาตัวต้นเหตุของการแพ้ได้ อาการแพ้ก็จะไม่หายไปได้
วินิจฉัยอาการแพ้ได้อย่างไร
อาการต่าง ๆ นั้นจะวินิจฉัยได้โดยการสังเกตดูอาการที่เกิดขึ้นและประวัติการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลาย ๆ ตัวที่ใช้อยู่ เนื่องจากผู้ใหญ่ส่วนมากจะใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายตัว ดังนั้นจึงเป็นการยากในการจะชี้ตัวผลิตภัณฑ์ที่ทำให้แพ้ หากแพทย์สงสัยว่าจะเป็นผื่นแพ้สัมผัส แพทย์อาจจะใช้วิธีการทดลองแต้มสารต่าง ๆ บนผิวเพื่อหาว่าอะไรที่เป็นตัวทำให้แพ้
อาการแพ้ต่าง ๆ จะรักษาได้อย่างไร
โดยทั่วไปแล้ววิธีหนึ่งในการรักษาก็คือการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ครีมหรือขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมของ cortisone เช่น hydrocortisone (cortisone 10) และ hydrocortisone acetate (cort-aid) อาจใช้เพื่อช่วยควบคุมอาการคัน, บวม และผิวแดงได้ ในกรณีที่เป็นรุนแรง อาจต้องมีใบสั่งยาที่แรงขึ้นเพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ หากแผลที่พุพองเกิดติดเชื้อ การต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย


ประเภทของอาการแพ้เครื่องสำอาง

เป็นอีกอย่างที่คนถามกันมากเวลาผมไปที่เวบต่างๆหรือเวลาใครซื้อของมาใช้ได้ซักพักแล้วสิวขึ้นก็จะบอกว่าเราใช้แล้วแพ้ จริงๆแล้วการแพ้เครื่องสำอางที่ค้นดูมีแบ่งออกด้วยกัน 2 อย่าง คือ irritant contact dermatitis กับ allergic contact dermatitis อาการเป็นอย่างไรและหน้าตาเป็นยังไงเข้าไปดูในบทความนี้กันนะครับ

แพ้เครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นมอยส์เจอร์ไรเซอร์, แชมพู, ระงับกลิ่นกาย, เมคอัพ, โคโลญจน์, และเครื่องสำอางอื่น ๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปเสียแล้ว สถาบันผิวหนังแห่งอเมริกาได้มีรายงานการสำรวจว่าโดยทั่วไปแล้วผู้ใหญ่จะใช้ผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 7 อย่างในแต่ละวัน แม้ว่าเครื่องสำอางจะช่วยทำให้เรารู้สึกว่าสวยขึ้น ดูดีขึ้น, แต่ก็อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ระคายเคืองผิว หรือเกิดอาการแพ้ขึ้นได้ ส่วนผสมต่าง ๆ ที่อยู่ในเครื่องสำอาง เช่นน้ำหอม และสารกันเสีย อาจเป็นตัวสร้างแอนติบอดี้, ที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้

อาการแพ้เครื่องสำอางเป็นอย่างไร

การแพ้เครื่องสำอางมีอาการอยู่สองประเภทที่อาจเกิดขึ้นได้คือ ผิวอักเสบจากการระคายเคือง และ ผิวอักเสบจากการสัมผัส - - ผื่นแพ้สัมผัสนั้นจะเป็นรอยในบริเวณที่อักเสบ (แดง, คัน, บวม) ที่จะเกิดขึ้นหลังจากสัมผัสกับผิว




ผิวอักเสบจากการระคายเคือง (Irritant contact dermatitis) ลักษณะนี้พบได้บ่อยกว่าผื่นแพ้สัมผัส และเกิดขึ้นได้กับทุกคน จะเกิดขึ้นเมื่อมีการระคายเคือง หรือถูกสิ่งที่หยาบ ๆ ทำร้ายผิว ปกติจะเริ่มจากอาการคันเป็นที่ ๆ ผิวตกสะเก็ด หรือเป็นผื่นแดง แต่แล้วก็อาจเป็นแผลพุพอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผิวระคายเคืองจากการเกา ผิวอักเสบจากการระคายเคืองนั้นเกิดขึ้นได้โดยการสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้ระคายเคือง บริเวณผิวหนังชั้นนอกสุดที่บาง เช่นเปลือกตา หรือบริเวณที่ผิวแห้งและแตกนั้นจะระคายเคืองได้มากกว่า


ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis)  จะเกิดขึ้นในคนที่แพ้ต่อส่วนผสมเฉพาะบางอย่าง หรือส่วนผสมที่อยู่ในเครื่องสำอางบางประเภท อาการที่เกิดคือผิวแดง, บวม, คัน คล้ายเป็นลมพิษ ในบางกรณีจะแสบแดง - - ผิวหน้า, ริมฝีปาก, ดวงตา, หู และคอนั้นเป็นส่วนที่เกิดการแพ้เครื่องสำอางได้บ่อยกว่าส่วนอื่น ๆ ถึงกระนั้นอาการผื่นแพ้สัมผัสก็สามารถเกิดขึ้นได้ในส่วนอื่นของร่างกายเช่นกัน
ระยะเวลาในการเกิดอาการระคายเคืองก็หลากหลาย สิ่งที่ทำให้ระคายเคืองได้มาก เช่นน้ำหอม, อาการอาจเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่นาที หรืออาจนานเป็นชั่วโมงก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี ในผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองน้อยก็อาจใช้เวลาเป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์กว่าจะเกิดอาการ เช่นสบู่ - - อาการจริง ๆ ของผื่นแพ้จะใช้เวลาประมาณ 7-10 วันกว่าจะเกิดอาการ ในบางครั้งบางคน กว่าจะเริ่มมีอาการแพ้ต่อผลิตภัณฑ์ ก็อาจเกิดหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายปี

Reference
- medicinenet.com 
เรียบเรียงและแปลโดย Acnethai.com 

ส่วนผสมในที่ควรหลีกเลี่ยงในการเลือกซื้อครีมบำรุงผิว



หลายๆคนใช้ครีมบำรุง เซรั่ม หรืออะไรก็แล้วแต่ทาหน้าแล้วซักพักสิวขึ้น ก็จะบอกกันว่าเราแพ้เครื่องสำอางตัวนั้น แต่จริงๆแล้วเราใช้ครีมบำรุง เซรั่ม ที่มีส่วนผสมที่อุดตันรูขุมขน และส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนหน้ามันหรือผสม วันนี้จะมาตีแผ่กันครับว่าส่วนผสมอะไรบ้างที่คนหน้ามัน เป็นสิวง่ายต้องหลีกเลี่ยง

* Acetylated Lanolin
* Algae Extract
* Butyl Sterate
* Cocoa Butter
* Coconut Butter
* Coconut Oil
* Colloidal Sulfur
* Corn Oil
* D & C Red #17,21,3
* Glyceryl Stearate SE
* Isocetyl Stearate
* Isopropyl Isostearate
* Isopropyl Myristate
* Isopropyl Palmitate
* Laureth 23, 4
* Lauric Acid
* Myristic Acid
* Octyl Palmitate
* Octyl Stearate
* Oleth-3
* PEG 75 Lanolin
* PEG 16 Lanolin
* PEG 8 Stearate
* Propylene Glycol Monostearate
* Sodium Chloride
* Sodium Laureth Sulfate (จะเจออยู่ในแชมพู เจลอาบน้ำ เจลล้างหน้า)
* Sodium Lauryl Sulfate (จะเจออยู่ในแชมพู เจลอาบน้ำ เจลล้างหน้า)
* Soybean Oil
* Wheat Germ Oil
* Cottonseed Oil

*Crisco
*Hydrogenated Vegetable Oil
*Mink Oil
*Sulfonated Castor Oil

หวังว่าคงเป็นประโยชน์กันนะครับ ใครจะไปซื้อของมาใช้ใหม่ก็ print ติดตัวไปเลยก็ได้นะครับ

วงจรชีวิตของสิว

วงจรชีวิตของสิว

วงจรชีวิตของสิว
มีบทความจำนวนมากมายที่อธิบายเกี่ยวกับการก่อตัวของสิว แต่ละบทความนั้นยากเกินกว่าจะเข้าใจ

เริ่มตั้งแต่ต่อมไร้ท่อ ในผู้ชายคือลูกอัณฑะ และในผู้หญิงคือรังไข่ ซึ่งฮอร์โมนที่ถูกสร้างขึ้น และเป็นสาเหตุของปัญหา นั่นก็คือ ฮอร์โมนแอนโดรเจน

แอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่บ่งบอกลักษณะเพศชาย และที่รู้จักกันมากก็คือ เทสโทสเตอโรน ซึ่งไม่เพียงมีในผู้ชายเท่านั้น แต่มีในผู้หญิงด้วย
แอนติ-แอนโดรเจนิค สเตียรอยด์ เป็นสิ่งที่ทั้งหญิงและชายจะต้องมี ได้แก่ พละกำลัง, ความหนาแน่นของกระดูก, ความต้องการทางเพศ และระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกสร้างโดย เทสโทสเตอโรน ซึ่งในผู้ชายจะมีปริมาณมากกว่าผู้หญิงประมาณ 30 เท่า แอนโดรเจนจะอยู่ในเลือด และดำเนินไปอย่างช้า ๆ จนกระทั่งเข้าไปถึงบทที่สองของเรื่องนี้ Pilosebaceous unit. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูขมขน และต่อมไขมัน ดังภาพ


อะไรเป็นปัจจัยให้เกิดความแตกต่างของสิวในแต่ละคน

ในคนที่เป็นสิวนั้นพบว่าไม่ได้มีแอนโดรเจนมากกว่าผู้ที่ไม่เป็นสิว แต่ต่อมไขมันของคนที่เป็นสิวนั้นไวกว่าปกติ ต่อมไขมันตื่นตัวและผลิตซีบั่มมากเกินไป ที่หน้าอก, หลัง และใบหน้า พบว่ามีจำนวนของต่อมไขมันมาก หน้าที่หนึ่งของซีบั่มคือการส่งเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้ออกไปจากท่อขุมขน แต่หากรูขุมขนเต็มไปด้วยซีบั่ม ขั้นตอนนี้ก็จะไม่สามารถทำได้ รูขุมขนของคุณถูกขัดขวางและอุดตันในที่สุด
ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า ความสกปรกและน้ำมันบนผิวไม่ใช่ตัวการของสิว แต่เป็นน้ำมันที่อยู่ใต้ผิวต่างหาก
น้ำมันที่ถูกกักและเซลล์ผิวที่ตายแล้วก่อให้เกิดความข้นเหนียวที่มีประสิทธิภาพในการอุดตันรูขุมขน ซึ่งเรียกว่า ไมโครคอมีโด เมื่อความเหนียวข้นเพิ่มขึ้นก็จะทำให้สามารถมองเห็นได้ ซึ่งจะเรียกว่า คอมีโด หรือที่เรียกกันว่าสิวอุดตัน หรือสิวเสี้ยน





สิวอุดตันและสิวเสี้ยนนั้นค่อนข้างเล็ก แต่ก็จะมีคำถามว่าทำไมบางอันใหญ่
ในกรณีนี้เกิดจากแบคทีเรียเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ เราเรียกแบคทีเรียตัวนี้ว่า P.Acne ซึ่งเป็นตัวการสุดท้าย แบคทีเรียตัวนี้ปกติอาศัยอยู่บนผิวหน้าของทุกคนอยู่แล้ว แต่หากว่ารูขุมขนไม่อุดตันมากพอที่จะให้แบคทีเรียอยู่ได้ก็จะไม่เป็นปัญหา เมื่อแบคทีเรียจับตัวกัน ก็จะเกิดการอักเสบขึ้น แล้วก็จะเกิดสิวอักเสบตามมา



P.Acne ไม่สามารถกินซีบั่มเป็นอาหารได้โดยตรง แต่จะผลิตเอนไซม์ชื่อ Lipase ซึ่งจะเปลี่ยนซีบั่มเป็นกรดไขมันที่สามารถกินเป็นอาหารได้ จุดนี้เองที่ร่างกายเริ่มมีปฎิกิริยาต่อต้าน กรดไขมันจะรบกวนเนื้อเยื่อ ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดสิ่งรบกวน

เซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์เม็ดเลือดแดงจะถูกส่งออกไปเพื่อต่อสู้ เซลล์เม็ดเลือดขาวจะทำงานโดยการกลืนกินแบคทีเรีย ตุ่มหนองสีขาวที่เห็น เกิดจากการกลืนกินแบคทีเรียของเซลล์เม็ดเลือดขาว



เซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่เสมือนรถไฟ ที่วิ่งเข้ามาชน ความเข้มข้นของเซลล์เม็ดเลือดแดงทำให้เกิดการอักเสบReference
- acnetreatmentinfo.org
- teenwire.com
เรียบเรียงและแปลโดย Acnethai.com

2 พ.ค. 2554

ผลิตภัณฑ์เหมาะกับเรารู้ได้ยังไง



      หลายๆคนอาจสงสัยและกังวลในบางครั้งเมื่อเราใช้อะไรใหม่ๆ ลองอ่านบทความนี้ดูแล้วพิจารณาของที่เราใช้อยู่อีกครั้ง เมื่อไรก็ตามที่เราเป็นสิว ก็จะรีบไปหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสิวหรือหาหมอสิวเพื่อให้สิวรีบไปจากเราซะ หรือไม่ก็หาวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะจากเพื่อนหรือจากญาติ ๆ ที่เคยใช้อะไรแล้วหายก็จะมาแนะนำให้เราใช้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าผลิตภัณฑ์รักษาสิวจะเหมาะกับทุกคน มีหลาย ๆ ครั้งที่ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ใช้ได้ผลดีกับเพื่อนเรา แต่เราใช้ไม่ได้ผลเลย ประเด็นนี้เกิดขึ้นจากปัจจัยหลายอย่างเช่น ประเภทของผิว หรือหรือเราเป็นผิวที่เป็นสิวง่าย หรือแพ้ง่ายต่อสารเคมี หรือส่วนผสมที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอยจับตาดูสัญญาณหลาย ๆ อย่างที่แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ใดจะได้ผลกับเรา
    
        ในบทความนี้ เราจะทราบว่าสัญญาณทั่วไปที่สามารถเช็คได้ว่าผลิตภัณฑ์รักษาสิวนั้น ๆ เหมาะกับเราหรือไม่ หากไม่พบว่ามีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่ใช้ผลิตภัณฑ์ หรือรู้สึกว่าอาการแย่ลงกว่าเดิม นั่นคงถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ตัวอื่น ๆ หรืออาจลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เพื่อให้คำแนะนำในการรักษาที่เหมาะสมกับประเภทผิวของเราได้

           สัญญาณแรกที่จะสังเกตเห็นได้ถ้าหากผลิตภัณฑ์รักษาสิวนั้นได้ผลคือ อาการผิวแดงและพองบวมจะลดน้อยลง เหตุผลหนึ่งที่ทำให้การเป็นสิวนั้นน่ารำคาญก็เนื่องมาจากรอยแดง ๆ บนใบหน้านี่แหละทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจ เหมือนกับว่ามันลอยเด่นอยู่บนใบหน้าของเราตลอดเวลา หลังจากที่ทายาบนผิวหน้าไปได้ประมาณ 2-3 วัน ควรจะต้องมีอาการดีขึ้นบ้าง รอยอักเสบแดง ๆ และสิวควรจะต้องลดลง หรือเล็กลงกว่าเดิม และควรจะต้องมีลักษณะคล้ายกับผิวบริเวณสิวนั้นแห้งลง และอาการระคายเคืองจะต้องน้อยลงด้วย

             สัญญาณประการที่สองที่จะดูว่าผลิตภัณฑ์รักษาสิวตัวนั้นได้ผลกับเราหรือไม่ นั่นคือจะต้องไม่มีสิวใหม่ ๆ เกิดขึ้นบนผิวเรา ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดนั้นมักจะแจ้งว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะช่วยกำจัดหรือลดการอักเสบของสิว

              สัญญาณประการที่สามคือ เราจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นของผิวเรา ผลิตภัณฑ์รักษาสิวขณะนี้มีส่วนประกอบที่ช่วยแก้ปัญหาสิวและช่วยทำให้สภาพผิวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผิวรับมือกับปัญหาสิวที่ทำร้ายผิวเรา

               เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบ่งบอกและเป็นลักษณะที่ช่วยให้เราเช็คได้ว่าผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่เราใช้อยู่นั้นเป็นอย่างไร สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้จะมีครบทุกประการในผลิตภัณฑ์เพียงหนึ่งตัว แต่หากพบว่ามีสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็อาจเป็นไปได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเหมาะสมและใช้ได้ผลกับเรา
หมายเหตุ: - ยาหรือผลิตภัณฑ์บงตัวอาจทำให้สิวเพิ่มขึ้นในช่วงแรกที่ใช้ ควรอ่านฉลากหรือรับคำแนะนำ

จากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
- ถ้าใช้แล้วรู้สึกว่าดีขึ้นแต่อาจจะไม่หายหรือหายไม่ทันใจ ควรใช้ประมาณ 1-2 เดือนเื่พื่อให้ยาหรือผลิตภัณฑ์นั้นได้ทำงานของมันเต็มที่ อย่าเพิ่งหยุดใช้ก่อนหรือ่านจากฉลาก ถามจากเภสัช หมอว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ต้องใช้เวลานานขนาดไหนถึงเห็นผลชัดเจน

Reference
- Ezinearticles.com
แปลและเรียบเรียงโดย Acnethai.com

น้ำตาลกับสิว



    การรับประทานฟรุ๊คโต้ส และกลูโคส สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ควบคุมระดับการทำงานของฮอร์โมน testosterone และ estrogen ในร่างกายได้ มีการตีพิมพ์ผลที่ได้จากการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาของเซลล์ในหนูและมนุษย์ลงในนิตยสาร Clinical Investigation การค้นพบนี้จึงช่วยสนับสนุนคำแนะนำของสาธารณสุขในการรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำตาล

     น้ำตาลหนึ่งช้อนประกอบด้วยกลูโคสและฟรุ๊คโตส ฟรุ๊คโตสนั้นใช้กันแพร่หลายในเครื่องดื่มที่มีรสหวาน, ไซรัป และผลิตภัณฑ์อาหารประเภทไขมันต่ำ อันที่จริงแล้วในอเมริกาเหนือได้กำหนดค่าการบริโภคน้ำตาลที่แนะนำไว้คือ น้ำตาลบริสุทธิ์ไม่ควรเกิน 33 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และความหวานที่ได้จากฟรุ๊คโตสอีกไม่เกิน 20 กิโลกรัม ต่อคนต่อปี

      กลูโคสและฟรุ๊คโตสนั้นจะถูกเผาผลาญที่ตับ เมื่อรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงเข้าไปมาก ตับก็จะเปลี่ยนน้ำตาลนั้นให้เป็นน้ำมัน จากการใช้โครงสร้างการพัฒนาเซลล์ตับของหนูและมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าการเพิ่มขึ้นของน้ำมันจะตัดระบบพันธุกรรมที่เรียกว่า SHBG (ฮอร์โมนเพศที่สัมพันธ์กับโปรตีนโกลบูลิน) ลดปริมาณโปรตีน SHBG ในเลือด ซึ่งโปรตีน SHBG นั้นทำหน้าที่ควบคุมปริมาณฮอร์โมน Testosterone และ Estrogen เพื่อการทำงานของร่างกาย

      หากโปรตีน SHBG มีปริมาณน้อย ดังนั้นจะทำให้ในร่างกายมีฮอร์โมน Testosterone และ Estrogen ในปริมาณมากและไปทั่วร่างกาย อันจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสิว, ถุงน้ำในรังไข่ และมะเร็งปากมดลูก ในหญิงที่มีน้ำหนักตัวเกิน - - ปริมาณโปรตีน SHBG ที่ไม่ปกติยังอาจรบกวนการสร้างสมดุลระหว่างฮอร์โมน Testosterone และ Estrogen อันเป็นเหตุให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่า

Reference
- Physorg.com
แปลและเรียบเรียงโดย Acnethai.com

1 พ.ค. 2554

AHA กับ BHA

หลายคนอาจยังไม่รู้ความแตกต่างของ AHA กับ BHA ว่าแตกต่างกันยังไง ในบทความนี้ก็จะบอกถึงความแตกต่างของ 2 ตัวนี้กัน ทำความเข้าใจกับการผลัดเซลล์ผิว



AHA กับ BHA

     เป็นวิธีการเบื้องต้นในการผลัดเซลล์ผิวจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็น alpha hydroxy acid (AHA) หรือ beta hydroxy acid (BHA) ซึ่งตัวหลังนี้มีอยู่ชนิดเดียวเท่านั้นคือ Salicylic acid ในขณะที่ AHA มีค่อนข้างหลากหลายตัวเลือก ไม่ว่าจะเป็น Glycolic, Lactic, Malic, Citric, Mandelic และ Tartaric
สิ่งที่ AHA และ BHA ทำหน้าที่เหมือนกันก็คือ ทำให้เซลล์ผิวเก่าที่อยู่ชั้นนอกสุดของผิวแยกออกจากการเกาะตัวกันแล้วหลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ที่มีสุขภาพดีกว่าได้ขึ้นมาอยู่ที่ชั้นบนสุดแทน การขจัดเซลล์ผิวเก่าออกไปได้นั้นจะทำให้สภาพผิวแลดูดีขึ้นทั้งโครงสร้างและสีผิว ไม่ทำให้รูขุมขนอุดตัน ช่วยให้ครีมบำรุงผิวซึมลงผิวได้ดียิ่งขึ้น ทั้ง AHA และ BHA นั้นก็ทำงานโดยให้ผลกับผิวชั้นนอกสุด ในคนที่ผิวถูกแสงแดดทำลายจะทำให้ผิวชั้นนอกสุดหนามากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการปกป้องผิวจากแสงแดดตามธรรมชาติ ทำให้ผิวแลดูหมองคล้ำ หยาบกร้าน ไม่เรียบ เนื่องจาก AHA และ BHA ทำงานโดยกระบวนการทางเคมี ดังนั้นจึงทำให้การซึมลงผิวและผลที่ได้ดีกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางขัดผิว ที่เพียงแค่เปิดผิวและรูขุมขนเท่านั้น และการใช้ AHA หรือ BHA ก็ไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงใด ๆ กับผิว โดยเทคนิคแล้วการทำงานของ AHA และ BHA จะลงไปที่ผิวจนถึงจุดหนึ่งของระยะเวลาที่เพียงแค่ลอกเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้ว หรือเซลล์ผิวที่ถูกทำลายให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ได้เผยออกมาได้แทน ดังนั้นจึงจะเห็นว่าการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีนี้จะต้องมีเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมในการทิ้งให้ออกฤทธิ์บนผิวหน้า ผลที่ได้จากกการใช้วิธีนี้ในครั้งแรก ๆ (เมื่อผิวเก่าที่เคยสะสมไว้ ผิวหยาบกร้าน สีผิวไม่สม่ำเสมอ ได้ถูกลอกออกไป) จะรู้สึกว่าผิวดีขึ้นชัดเจนกว่าการใช้อย่างต่อเนื่อง (เพราะการใช้ต่อเนื่องต้องใช้ในความเข้มข้นต่ำ  ค่อย ๆ ผลัดทุกวัน จึงไม่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเท่ากับการใช้ความเข้มข้นสูง แล้วนาน ๆ ทำครั้ง) และหลังจากการลอกเซลล์เก่าออกไปแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ BHA เพื่อคงความสดใส เนียนเรียบของผิวให้ยาวนานขึ้นไปเรื่อย ๆเป็นประจำทุกวัน

    ข้อแตกต่างที่สำคัญมากระหว่าง AHA และ BHA คือ AHA ละลายในน้ำ ส่วน BHA นั้นละลายในน้ำมัน คุณสมบัติที่โดดเด่นเช่นนี้ของ BHA จึงทำให้สามารถซึมเข้าไปได้ในรูขุมขนซึ่งมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ จึงสามารถผลัดลอกเซลล์ผิวเก่าที่สะสมอยู่ในรูขุมขนที่อาจทำให้อุดตันหลุดออกไปได้ BHA จะให้ผลดีเมื่อใช้ในบริเวณที่มีสิวอุดตันแบบหัวดำหรือผิวสีหมองคล้ำ ส่วน AHA ก็จะเหมาะสำหรับผิวที่ถูกแสงแดดทำลาย, ผิวหยาบกร้านหนา, ผิวแห้ง และต้องไม่เป็นสิวอักเสบ

สำหรับเปอร์เซนต์ที่เหมาะสมในการใช้ AHA และ BHA กับผิว

AHA จะให้ผลดีที่สุดที่ความเข้มข้น 5%-10% ที่ค่า pH 3-4 และจะลดประสิทธิภาพลงเมื่อใช้ที่ค่า pH สูงกว่า 4.5

BHA จะให้ผลดีที่สุดที่ความเข้มข้นระหว่าง 1-2% ที่ค่า pH 3 และจะลดประสิทธิภาพลงเมื่อใช้ที่ค่า pH มากกว่า 4

    ทั้ง AHA และ BHA จะสูญเสียประสิทธิภาพเมื่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสมอื่นมีค่า pH เพิ่มขึ้น หรือความเข้มข้นของตัวเองลดลง หากบริษัทผลิตเครื่องสำอางไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้น และค่า pH ที่เหมาะสมของ AHA หรือ BHA ในผลิตภัณฑ์ (และบริษัทส่วนใหญ่มักไม่ค่อยแจ้งข้อมูลดังกล่าว) แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ น่าเชื่อถือหรือว่าจะให้ผลในการผลัดเซลล์ผิวได้จริง??? ปกติแล้วจะเป็นการดีที่สุดหากว่า AHA ที่ผสมลงไปในผลิตภัณฑ์นั้นเป็นส่วนผสมหลักอันดับที่สอง หรืออันดับที่สามจากในรายการส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ จะมีความเข้มข้นที่ 5% หรือมากกว่านั้นสำหรับส่วนผสมที่เป็น AHA ในส่วนของ Salicylic เนื่องจากความเข้มข้นที่เหมาะสมอยู่ที่ 2-0.5% ดังนั้นจึงควรจะอยู่ในลำดับกลาง ๆ หรือท้าย ๆ ของรายการส่วนผสมของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ AHA นั้นมีคุณสมบัติอีกอย่างคือช่วยเก็บกักน้ำไว้ในผิวในขณะที่ทำการผลัดลอกเซลล์ผิวไปพร้อมกัน และยังช่วยเพิ่มการผลิต ceramides ในผิว (ซึ่งทำหน้าที่เป็นกำแพงไขมันที่ป้องกันการสูญเสียน้ำจากผิวหนัง) จึงทำให้ผิวชุ่มชื่นและสุขภาพดี

      BHA นั้นซึมเข้าไปในรูขุมขนได้ลึกกว่า AHA และไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง หรือถ้าระคายเคืองก็น้อยกว่า AHA มาก อันเนื่องมาจาก BHA นั้นเป็นชนิดที่คล้ายกับแอสไพริน (Acetylsalicylic acid) ซึ่งจะมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่มีอยู่แล้วในตัว

       ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ BHA นั้นช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน ผลัดลอกเซลล์ผิวที่ถูกทำลายโดยแสงแดด ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ปรับปรุงโครงสร้างผิวให้ดีขึ้น แก้ปัญหารูขุมขนอุดตัน และทำให้ผิวดูเปล่งปลัง กระชับ เต่งตึง (เนื่องจากผิวใหม่ที่สุขภาพดีได้ขึ้นมาแทนที่เซลล์ผิวเก่าที่หลุดออกไปโดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ BHA) เสียเพียงแต่ว่า BHA ไม่มีผลต่อเนื่องยาวนาน เมื่อไหร่ที่คุณหยุดใช้ ผิวก็จะกลับไปเหมือนเดิม คือสภาพผิวก่อนหน้าที่จะเริ่มใช้

Reference

- Archives of Dermatologic Research

- Dermatologic Surgery

- Experimental Dermatology

- Global Cosmetic Industry
แปลและเรียงเรียงโดย Acnethai.com 

30 เม.ย. 2554

วิธีรับมือกับปฎิกิริยาของผิวแพ้ง่ายและบอบบาง



วิธีการรับมือกับปฏิกิริยาต่อผิวแพ้ง่าย หรือผิวบอบบาง

         ไม่ว่าคุณจะมีผิวบอบบาง หรือผิวแพ้ง่ายหรือไม่ ก็มีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาต่อผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือเครื่องสำอางบนผิวหน้าหรือผิวกายได้ สำหรับบางคนอาการแล้ว หากเกิดอาการขึ้นหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ตัวที่ก่อปัญหา เมื่อหยุดใช้ผิวก็สามารถปรับเข้าสู่สภาพปกติได้ภายใน 1-2 วัน แต่ยังมีอีกหลาย ๆ คน แม้ว่าจะหยุดใช้ตัวที่ก่อปัญหาแล้วก็ยังพบว่ามีอาการระคายเคืองผิวหลงเหลืออยู่อีกหลายวัน, หรืออาจเป็นเดือน ๆ - - มีวิธีการง่าย ๆ ที่อาจช่วยให้ผ่านสถานการณ์ผิวระคายเคืองนี้ไปได้
ตรวจดูให้แน่ใจว่าเราเกิดอาการแพ้ไม่ใช่้เป็นโรคผิวหนัง
มีอาการหลายอย่างที่อาจมีลักษณะคล้ายกับอาการแพ้สิ่งที่เราใช้กับผิว ไม่ว่าจะเป็น เรื้อนกวาง, rosacea, รูขุมขนอักเสบ เราสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง โดยเข้าไปดูรูปที่เราเป็นได้ที่เวบไซต์นี้ Dermatlas ซึ่งมีรูปลักษณะอาการของโรคผิวหนังกว่า 10,000 รูปให้เราดู นี่เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นว่าสิ่งที่เราเป็นเกิดการแพ้หรือโรคผิวหนัง
สังเกตดูว่าผลิตภัณฑ์ หรือส่วนผสมใดที่ทำให้เกิดปัญหา เมื่อพบแล้วให้หยุดใช้
วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด หากมีการเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่นคอนซีลเลอร์ และเกิดผิวแดง, คัน, บวม ในบริเวณที่ทาภายในไม่กี่ชั่วโมง เป็นอันชัดเจนว่าคอนซีลเลอร์นั้นเป็นตัวต้นเหตุ เสียแต่ว่าการที่จะหาตัวต้นเหตุนั้นไม่ง่ายเสมอไป .. ประเด็นที่ทำให้วิธีการนี้ยากอยู่ตรงที่ว่า บ่อยครั้งที่ปฏิกิริยาการแพ้ของผิวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว บางครั้งใช้เวลาเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน หรือนานเป็นปีกว่าจะเกิดปฏิกิริยาขึ้นหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ จำนวนผลิตภัณฑ์ที่ใช้ก็มีผลเช่นกัน บางทีการใช้คอนซีลเลอร์ตัวเดียวก็ไม่เกิดปัญหา แต่เมื่อใช้ร่วมกันกับรองพื้น และครีมบำรุง ก็ทำให้เกิดปัญหา วิธีการก็คือความอดทนและการสังเกต เมื่อลองใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตามแล้วเกิดสงสัยว่าตัวใดที่ทำให้เกิดปัญหา ให้หยุดใช้แล้วสังเกตผลที่ได้
ไม่ว่าคุณจะทราบหรือไม่ว่าผลิตภัณฑ์ใดที่ทำให้แพ้, สามารถหาซื้อครีม cortisone ได้ตามร้านขายยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการแพ้ได้
ซึ่งเป็นยาที่ให้ผลดีมากในการต้านการอักเสบ เมื่อทาลงบนผิวบริเวณที่ระคายเคือง, อักเสบ ก็จะช่วยหยุดปฏิกิริยาของผิวที่มีต่ออาการแพ้ได้ โดยทายาลงบนบริเวณที่เกิดอาการติดต่อกันหลาย ๆ วันจนกว่าสภาพผิวจะเป็นปกติจึงหยุดใช้ ไม่ต้องกังวลในการใช้ครีมนี้ในระยะสั้นๆ ผลข้างเคียงจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้เป็นระยะเวลานาน ๆ (มากกว่า 2-3 เดือนติดต่อกัน) คืออาจจะทำลายคอลลาเจนและความยืดหยุ่นของผิว
ในช่วงที่กำลังรักษาปฏิกิริยาของผิวจากการแพ้นั้น ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่จะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวบริเวณที่มีปัญหาอยู่ - - สารแต่งกลิ่น, เม็ดสครับ, ผ้าขัดผิว, AHA, Retin-A, Renova, Benzoyl Peroxide, ผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาว หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมหลักอันสามารถจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ เพราะจะยิ่งทำให้อาการแย่มากขึ้น
หลีกเลี่ยงการอบเซาวน่า, สตีม, หรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออก (หากเป็นไปได้), อย่าขัดถูบริเวณที่มีปัญหา ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นได้อีก

หากอาการต่าง ๆ ไม่ดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์ แนะนำให้พบแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินอาการและหาวิธีการแก้ไข
หากสงสัยว่ากำลังเกิดปฏิกิริยาแพ้ขั้นรุนแรง (ลักษณะคือเหมือนผึ้งต่อย, บวมพองที่ผิวหนังและดวงตา หรือมีผิวแดงเป็นปื้น ๆ และรู้สึกร้อนผิว) ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น แพทย์อาจจ่ายยาแอนติฮีสตามีน เช่น เบนนาดรีลให้เพื่อระงับอาการดังกล่าว


Reference
- Cosmeticcop
แปลและเรียบเรียงโดย Acnethai.com 

มารู้จักสารกันแดด



           ระยะเวลากว่าสิบปีที่นักวิทยาศาสตร์หลายๆ ท่านได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับโรคมะเร็ง และได้ผลสรุปที่ต่างออกไปนั่นคือ การใช้ครีมกันแดดชนิด chemical นั้นอาจเพิ่มอัตราการเกิดมะเร็ง และอันที่จริงแล้วการเผชิญกับแสงแดดบ้างนั้น ยังช่วยลดอัตราการเป็นมะเร็ง และทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น
ขณะนี้พบว่าการใช้ครีมกันแดดชนิด chemical ปริมาณมาก ๆ นั้น อาจเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง โดยเกิดจากคุณสมบัติที่เป็นตัวสร้างอนุมูลอิสระ และยังมีข่าววงในอีกว่า หลาย ๆ คนที่ใช้ครีมกันแดดชนิดนี้ พบว่ามีการทำงานของ estrogenic(ฮอร์โมนเพศหญิง) อย่างหนัก นั่นอาจเป็นเหตุให้เกิดปัญหารุนแรงเกี่ยวกับพัฒนาการทางเพศ ระดับฮอร์โมนเพศผิดปกติ และอาจเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้
ไม่ได้มีการพิจารณาว่าองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้เป็นสาเหตุของการเป็นเนื้องอกแต่นักเคมีได้ทราบถึงอันตรายของส่วนประกอบในครีมกันแดดชนิดนี้มานานแล้ว เคมีเหล่านั้นมักจะทำให้เกิดการตอบสนองของอนุมูลอิสระในระหว่างที่มีการสังเคราะห์ทางเคมี เคมีเหล่านี้จัดอยู่ในประเภทที่เป็นอันตราย ซึ่งควรเก็บให้ห่าง ไม่ควรให้สัมผัสกับผิวหนัง ในขณะที่ต้องทำงานกับเคมีเหล่านี้ในห้องแล็บ เมื่อจะใช้ก็นำเคมีเหล่านี้มาผสมกันกับเคมีอื่น ๆ จากนั้นก็ใช้แสงอัลตร้าไวโอเลตฉายไปที่ส่วนผสมที่ทำไว้ เคมีที่ดูดซับแสงอัลตร้าไวโอเลตเอาไว้ ก็จะเกิดการสร้างอนุมูลอิสระมากมาย อันจะเป็นการเริ่มต้นของการทำปฏิกิริยาทางเคมีที่ต้องการ

ครีมกันแดดชนิด chemical นั้นมีข้อบกพร่องสำคัญอยู่ 3 ประการ

1. เป็นตัวหลักที่ก่อให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ การสร้างอนุมูลอิสระนั้นจะทำให้เซลล์ถูกทำลายเพิ่ม และเกิดการเปลี่ยนแปลงอันจะนำไปสู่การเกิดมะเร็ง
2. เป็นเหตุให้เกิดการทำงานของ estrogenic (ฮอร์โมนเพศหญิง) มากเกินจำเป็น  การเปลี่ยนแปลงทางเคมีต่อ Estrogenic ซึ่งไปรบกวนพัฒนาการทางเพศ ก่อให้เกิดปัญหาทางการแพทย์เป็นลำดับต่อมา
3.เป็นเคมีสังเคราะห์ที่อันตรายต่อร่างกายมนุษย์ และจะสะสมในชั้นไขมัน ร่างกายมนุษย์นั้นปรับตัวได้ดีต่อการขับสารพิษ ซึ่งเป็นเช่นนี้มากกว่าสิบล้านปีแล้ว แต่บ่อยครั้งที่พบว่าเป็นการยากที่จะกำจัดสารประกอบใหม่ ๆ และสารที่ไม่ได้จัดเป็นสารทางชีววิทยาเช่น DDT, Dioxin, PCBs, และสารที่อยู่ในครีมกันแดดแบบ chemical

 ครีมกันแดด chemical จะมีสารประกอบเหล่านี้ ที่พวกเราควรหลีกเลี่ยงเอาไว้
Benzophenones (dixoybenzone, oxybenzone)
PABA และ PABA esters (ethyl dihydroxy propyl PAB,  glyceryl PABA, p-aminobenzoic acid, padimate-O หรือ octyl dimethyl PABA)
Cinnamates (cinoxate, ethylhexyl p-methoxycinnamate, octocrylene, octyl methoxycinnamate)
Salicylates (ethylhexyl salicylate, homosalate, octyl salicylate)
Digalloyl trioleate


Reference
Dr.Loren Pickart
แปลและเรียบเรียงโดย Acnethai.com

Facial Recovery รู้ไหมทำไมผิวถึงกระจ่างใส




             ลำพังเมื่อพิจารณากันแบบผิวเผิน การตากแดดนานๆ ทำให้ผิวคล้ำไม่น่าดูอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ พิษร้ายจากแสงแดดทำร้ายผิวคุณมากกว่าที่คิด ก่อให้เกิดปัญหาผิวทั้งในระดับตื้น ไปจนถึงชั้นลึกทีเดียว
หากวันนี้การแก้ปัญหาผิวเสียจากแสงแดดนั้นมิใช่เรื่องต้องเยียวยานานจนเบื่อจะรออีกแล้ว ด้วยความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทาง สามารถช่วยให้ผิวที่หมองคล้ำ เสียความชุ่มชื่นจนเกิดปัญหาเป็นหางว่าวตามมา ฟื้นกลับคืนสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น ทำให้ผิวเปล่งประกายสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก่อนจะไปรู้จักเทคนิคที่ว่านี้ เรามาทำความรู้จักกับปัญหาผิวพรรณอันเกิดจากแสงแดดกันก่อน นพ.เศรษฐกานต์ อัตถากรพันธ์ แพทย์ด้านความงามของผิวพรรณ พฤกษาคลินิก เผยว่าอาจแบ่งปัญหาของผิว ได้เป็นสองระดับ คือ

      ระดับตื้น โดยแดดไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชั้นโครงสร้างของผิวหนัง เกิดการกระตุ้นเม็ดสี ทำให้เกิดฝ้า กระ สีผิวไม่สม่ำเสมอ เกิดไฝ และเนื้องอก

       ระดับลึก แสงแดดเป็นตัวการโดยตรง กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์เสื่อม การสร้างคอลลาเจนน้อยลงจนเกิดเป็นริ้วรอยเหี่ยวย่น

       “ปัญหาที่กล่าวมานี้เรียกว่าภาวะ Photo Aging นอกจากนั้นยังมีผลต่อเส้นเลือดในผิวด้วย ทำให้การสร้างเส้นเลือดผิดปกติจนดูเหมือนมีเส้นเลือดฝอยเห็นชัดบนใบหน้า ส่วนในแง่การรบกวนจากแสงแดดอย่างอื่นก็คือในแง่กระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง ผิวแห้ง และเสียความชุ่มชื่นจึงทำให้เกิดรอยในชั้นตื้นๆ”
         นพ.เศรษฐกานต์เผยว่าในบรรดาปัญหาสารพันที่ผิวต้องเผชิญนั้น กระและฝ้าดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่เห็นชัดได้เร็วที่สุดว่าเป็นผลของแสงแดด อันเนื่องมาจากกลไกของร่างกายที่พยายามปกป้องตัวเองกระตุ้นให้การสร้างเมลานินมากผิดปกติ หรือสร้างไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้เกิดภาวะที่ดูไม่สวยงาม “แต่หากถามว่าผ้ากระมีอันตรายในเรื่องสุขภาพมั้ย ถ้าไม่นับในเรื่องความงามก็คงไม่มี แต่อันตรายที่มาจากแสงแดดที่น่ากลัวกว่านั้น คือการที่แสงแดดไปกระตุ้น DNA ให้เซลล์เสื่อมจนทำให้กลไกการปกป้องตัวเองน้อยลง ทำให้เกิดเนื้องอกและมะเร็งได้ นอกเหนือจากปัจจัยอื่นที่ส่งเสริม ไม่ว่ากรรมพันธุ์ ฮอร์โมน และความเสื่อมตามวัย” นพ.เศรษฐกานต์เสริมให้เราเข้าใจในอันตรายขั้นสูงที่พึงระวัง

แก้ปัญหาที่แตกต่าง
ภาวะเสื่อมสภาพของผิว นอกจากเรื่องของผิวพรรณภายนอกที่เห็นชัด ความสำคัญยังต้องมุ่งไปที่กระบวนการ Aging ที่เกิดจากแสงแดด และตามวัย หมายความว่ายิ่งถ้าคุณอายุมากขึ้น แสงแดดก็ยิ่งทำร้ายคุณได้ง่ายและเห็นผลชัดเจนขึ้นเป็นเงาตามตัว นางเอกในการป้องกันปัญหานี้ก็คือการใช้ยากันแดดอย่างจริงจังมาตั้งแต่ผิวยังเยาว์ หากแต่เมื่อความเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว นพ.เศรษฐกานต์แนะนำว่าจึงจะอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย โดยให้มองวิธีแก้ปัญหาเฉพาะส่วนเป็นจุดๆ ไป “เพราะคงไม่มีเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ต้องอยู่ที่ความต้องการของคนไข้ว่าต้องการแก้ไขการเสื่อมสภาพของบริเวณใด”

Problem: กระ ฝ้า
How: Q-switch Laser และ IPL

Inside Info: ในอดีตวิธีรักษากระ ฝ้า ที่ดีที่สุดก็คือการใช้ยาทาในกลุ่มของไฮโดรควิโนน ซึ่งเคยได้รับคำเตือนโดยองค์การอาหารและยา (อย.) นพ.เศรษฐกานต์แนะนำว่าในผู้ที่กลัวและต้องการหลีกเลี่ยง ก็มียากลุ่มใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาก็คือ ลิโคริช วิตามินเอ อะเซลีอิคแอซิด รวมถึงการใช้ทรีตเม้นท์ไอออนโตโฟรีซิส ผลักวิตามินซีเข้าไปบำรุงผิว พีลลิ่ง ทาครีมที่ทำให้ผิวชั้นหนังกำพร้าลอกหลุด ซึ่งช่วยผลัดเซลล์ผิว แต่ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงกับเซลล์สี
นวัตกรรมในยุคต่อจากนั้นก็คือการนำเลเซอร์เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็น CO2 Laser จี้กระ แต่พบว่าไม่เหมาะในการรักษา เนื่องจากทำให้เกิดความร้อนที่ไปกระตุ้น จี้กระหลุดไปแล้วจะได้เป็นรอยดำจากเลเซอร์แทน จึงมีการเปลี่ยนมาใช้เลเซอร์เม็ดสี “ที่นิยมใช้กันในช่วงนั้นจะมีอยู่ 3 ตัวก็คือ เลเซอร์แสงทับทิม Q-switched Nd Yag Laser และ Q-switched Alexandrite Laser ซึ่งให้ผลในการรักษากระใกล้เคียงกัน คือทำให้เกิดความร้อนอย่างรวดเร็วลงไปทำลายเซลล์สี แต่ผลข้างเคียงคือจะส่งผ่านความร้อนไปยังเซลล์สีข้างเคียง ทำให้ตรงนั้นเกิดรอยดำเลเซอร์ขึ้นใน 1 เดือน ซึ่งจะดีขึ้นใน 2-3 เดือน โดยควบคุมด้วยยาทาเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดรอยดำ หรือลดความรุนแรงของการเกิดรอยดำ”
นพ.เศรษฐกานต์ชี้ว่ากรณีเช่นนี้ยังส่งผลถึงการรักษาฝ้า ปัญหาผิวที่สร้างความกังวลได้มากกว่า เพราะในขณะที่กระเป็นจุด แต่ฝ้าจะเป็นปื้น ผลข้างเคียงจากการใช้เลเซอร์รักษาฝ้าอาจเกิดได้ทั้งรอยดำขนาดใหญ่น่าเกลียด จนไปถึงแย่กว่าก็คืออาการด่าง เพราะเซลล์สีบริเวณนั้นหายไปเลย นักวิจัยจึงได้มีการคิดค้นเทคนิคใหม่มาใช้รักษา ปัจจุบันนิยมใช้ Q-switched Laser เดิม เพียงแต่ยิงพลังงานต่ำกว่าเดิม และเพื่อให้เกิดความร้อนน้อย ระหว่างทำแพทย์จะใช้ความเย็นช่วยเพื่อไม่ให้เกิดความร้อนส่งผ่านไปยังเซลล์ข้างเคียง ไม่เกิดปฏิกิริยาดำของเลเซอร์ ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ด้วย
”อีกวิธีที่แพร่หลายก็คือการใช้ IPL ยิงลำแสงช่วงกว้างๆ ไม่ได้เจาะจง ไปลอกเม็ดสีออกมาให้ผิวขาวขึ้น หากยังต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ผู้รักษาด้วย เพราะ IPL ไปช่วยลดการทำงานของเซลล์สีได้ในฝรั่ง แต่สำหรับคนเอเชียที่ผิวคล้ำ ไม่ขาวพอ การได้รับ IPL อาจกระตุ้นให้เซลล์เม็ดสีที่ทำงานผิดปกติอยู่แล้ว ทำงานมากกว่าเดิมเสียอีก ทำไปแล้ว 1 เดือนฝ้าก็จะกลับมาดำใหม่ และดำมากกว่าเดิม จึงต้องควบคุมด้วยการทายาอยู่นั่นเอง รวมไปถึงการจี้กระลึกบริเวณโหนกแก้ม ซึ่ง พวกนี้ใช้ IPL จะยิ่งไปกระตุ้น ต้องยิง Q-switched Laser ลงไปทำลาย ซึ่งจะเกิดรอยดำหลังยิงไปแล้ว 1 เดือนและจะจางลงใน 2-3 เดือน แล้วกลับมายิงใหม่อีกใน 6 เดือนถัดไป การทายาควบคุมจึงเป็นสิ่งสำคัญ”
Problem: สีผิวไม่สม่ำเสมอ
How: IPL

Inside Info: IPL จะช่วยฟื้นฟูวงจรการผลัดเซลล์ผิวที่ผิดปกติ เนื่องจากคุณสมบัติในการยิงลำแสงในช่วงกว้างๆ บริเวณบนใบหน้าที่หมองคล้ำจะรับลำแสงเยอะก็ลอกออก จุดด่างดำแลดูลดเลือนลง ส่วนบริเวณที่ผิวขาวอยู่แล้วจะไม่ค่อยรับลำแสง ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงช่วยปรับสีผิวได้ รวมทั้งยังอาจทำร่วมกับทรีตเม้นท์อื่นๆ ช่น เมโสเธอราปี (Mesotherapy) ซึ่งจะส่งเสริมวงจรการไหลเวียนของโลหิตให้ทำงานดีขึ้น ให้ผิวฟื้นตัวเร็ว ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น
Problem: ไฝ กระเนื้อ
How: CO2 Laser

Inside Info: ปัจจุบันแพทย์มักแนะนำให้ใช้ CO2 Laser แทนการใช้เครื่องจี้ออก เพราะพบว่าการใช้เครื่องหัวจี้ซึ่งความร้อนสูงจี้ไฝออกไป จะทำให้เนื้อข้างๆ โดนความร้อนส่งผ่านออกไปเกือบ 1 ซม. ทำให้เกิดรอยหลุมแผลลึก โดยในปัจจุบันนิยมใช้ CO2 Ultra Pulse Laser เนื่องจากสามารถปรับการยิงได้เป็นหนึ่งในพันวินาที ใช้ลำแสงตัดไฝ ไม่ต้องแช่นานๆ ซึ่งทำให้ความร้อนกระจายไปโดนเซลล์ข้างๆ เป็นเทคโนโลยีที่ไม่วุ่นวาย
Problem: ผิวไหม้
How: ทามอยสเชอไรเซอร์ และทำทรีตเม้นท์ลดการอักเสบ

Inside Info: วิธีการรักษาผิวไหม้แดดที่ดีที่สุดก็คือการลดการอักเสบ ด้วยการทามอยสเชอไรเซอร์ และทำทรีตเม้นท์ด้วยเครื่องมือที่จะช่วยผลักยาประเภท Soothing Agents ช่วยให้ผิวเย็น อาทิ ว่านหางจระเข้ แตงกวา กรีนที เมนทอล ทำให้ผิวสบาย และการฟื้นตัวของผิวเร็วดีขึ้น นพ.เศรษฐกานต์เนะนำว่าไม่ควรทำทรีตเม้นท์ชนิดที่จะทำให้เกิดความร้อนบนผิว ไม่ว่าจะเป็น IPL ทำเลเซอร์ พีลลิ่งต่างๆ ซึ่งจะทำให้ผิวร้อน ดูหมองคล้ำกว่าเดิม
Problem: ผิวเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย
How: CoolTouch Laser, Smooth Beam™ Laser และ Thermage

Inside Info: ในอดีตมีการทำเอเอชเอหวังให้เกิดคอลลาเจนใหม่ แต่พบว่าได้ผลแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเลเซอร์ซึ่งกลไกการสร้างคอลลาเจนจะถาวรกว่า เลเซอร์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นรูปเกลียว และสามารถเพิ่มคอลลาเจนทั้งในระดับบน ระดับกลาง จนถึงระดับลึกกระทั่งชิดชั้นไขมัน ใต้ผิว นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการบิดเกลียวของคอลลาเจน ซึ่งยิ่งนานวันยิ่งห่าง เกิดการหดกระชับ จะช่วยในเรื่องรูปหน้าได้ โดยเฉพาะเทอร์มาจ ซึ่งใช้ประโยชน์จากพลังงานความถี่คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ให้ส่งความร้อนไปยังชั้นล่างสุดของผิวหนัง และให้ความเย็นกับผิวชั้นบนไปในเวลาเดียวกัน หลักการใช้ ‘ความร้อน’ และ ‘เย็น’ นี้ จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังชั้นลึกด้วยความร้อนและป้องกันผิวชั้นบนด้วยความเย็นได้เป็นอย่างดี
แม้เราจะหยุดเวลาเพื่อให้คงความอ่อนเยาว์ไม่ได้ แต่การดูแลผิวให้ดูดีอยู่เสมอก็ทำให้เรารู้สึกสดใสมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะกับสาวเอเชียอย่างเราซึ่งจะได้รับแสงแดดในแต่ละวันมากกว่าผู้หญิงในแถบอื่นๆ การป้องกันย่อมจะดีกว่าการปล่อยให้ผิวเสียไป การดูแลผิวพรรณโดยพักผ่อนให้เพียงพอ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของผิวและความหย่อนคล้อยได้เช่นกัน
นพ.เศรษฐกานต์ อัตถากรพันธ์
แพทย์ด้านความงามผิวพรรณ พฤกษาคลินิก
Dermatologist Says:

•ข้อดีของ RF เมื่อเปรียบเทียบกับเลเซอร์ คือผิวหนังคนเรามีเซลล์สีกรอง ทำให้เลเซอร์อาจไม่ลงลึกมากในคนผิวคล้ำ แต่คลื่นวิทยุจะผ่านลงไปสู่ชั้นผิวได้ทั้งหมดไม่ว่าสีผิวไหน จึงได้ผลดีกว่า
•การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ผิวเกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ควรทำบ่อยมากจนเกินพอดี หากใช้เทคโนโลยีที่ดี ผลลัพธ์จะคงอยู่แม้ทำเพียง 3-4 ครั้ง จึงต้องวัดจากตัวเองเป็นหลัก
•ค่าใช้จ่ายในการรักษากระฝ้าด้วยเลเซอร์ เริ่มตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท การกระชับผิวด้วยเลเซอร์ ครั้งละ 1,500-100,000 บาท เทอร์มาจ เริ่มตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป
แก้ไขล่าสุด ( วันอังคารที่ 21 กรกฏาคม 2009 เวลา 23:06 น. )

28 เม.ย. 2554

สิวกับกาแฟ



ลองมาดูกันว่ากาแฟหรือสารคาเฟอีนมีผลอะไรกับสิวหรือเปล่าเมื่อเรารับเข้าไปในร่างกาย
สิวกับคาเฟอีนนั้นอาจจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกันมากกว่าที่คิด อย่างแรก คาเฟอีนคืออะไร … คาเฟอีนนั้นเป็นตัวกระตุ้นพลังงานในช่วงเวลาสั้น ๆ จากนั้นเมื่อฤทธิ์ของคาเฟอีนหมด ร่างกายเราก็จะไม่มีอะไรมากระตุ้นอีกแล้ว จึงทำให้เรารู้สึกเหนื่อยมากขึ้นกว่าตอนแรก และคาเฟอีนนั้นเป็นตัวหนึ่งที่เกิดภาวะ “ติด” ได้มาก หากไม่เชื่อ ลองถามใครสักคนที่รู้จักและพยายามจะเลิกดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนดูสิ อาการต่าง ๆ อาจเป็นได้มากหรือหลงเหลือค้างในร่างกายอีกหลายเดือน

แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับการเกิดสิว

เนื่องจากคาเฟอีนนั้นเป็นตัวกระตุ้น จึงทำให้ร่างกายมีอาการไฮเปอร์ชั่วระยะหนึ่ง ผมพยายามจะหาคำอธิบายที่เป็นทางการโดยทางการแพทย์ เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าเกิดขึ้นอย่างไร แต่ก็ไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัด คุณทราบหรือไม่ว่าจะมีความรู้สึกเช่นไรเมื่อได้รับการกระตุ้นจากคาเฟอีน แล้วก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้ในเวลาต่อมา ลองดูข้อความต่อไปนี้

สืบเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญบางท่าน - - อาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนนั้นสามารถทำให้เกิดสิวหรืออาจทำให้อาการสิวแย่ลงได้ คำกล่าวนี้มีข้อสรุปที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่หลายข้อ อย่างไรก็ดี ความเกี่ยวเนื่องระหว่างอาการของ Rosacea ประเภทของผิวอักเสบในผู้ใหญ่ที่ไม่เกี่ยวกับสิว สามารถทำให้เกิดการไวต่ออาหารหรือแพ้อาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่ และก็ยังเป็นไปได้ที่น้ำตาลในเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมก็ทำให้อาการของสิวแย่ลงได้เช่นเดียวกัน บางคนอ้างว่าคาเฟอีนที่อยู่ในอาหารนั้นไม่ทำให้สิวและ Rosacea มีอาการแย่ลง แต่มีผลเมื่อรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มร้อน ๆ เข้าไปก็จะทำให้ดูเหมือนว่าผิวหน้าแดงขึ้น

หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกวันเช่น ชา กาแฟ และโคล่า หรือแม้แต่ยาที่มีคาเฟอีน อาจมีอาการก่อนมีประจำเดือนมากกว่าปกติ และมีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์หรือร่างกาย เช่นเหนื่อยเพลีย หงุดหงิดโมโหง่าย วิตกกังวล ปวดศีรษะ อยากอาหาร ท้องผูก และเป็นสิว ซึ่งจะมีอาการเหล่านี้ได้มากกว่าหญิงที่ไม่ได้รับหรือได้รับคาเฟอีนในปริมาณน้อยกว่า


Reference

: Phyllis A Balch, Prescription For Dietary Wellness
Penguin Books, 2003

: Elizabeth Somer MA RD, Food & Mood : The Complete Guide To Eating Well and Feeling Your Best
Owl Books, 1999

แปลและเรียบเรียงโดย Acnethai.com

26 เม.ย. 2554

ลักษณะของสิวประเภทต่างๆ


1. Acne Dysmorphia  อาการสิวชนิดนี้เป็นชนิดเดียวที่ไม่มียาทารักษาให้หายได้เพราะเป็นความผิดปกติทางจิต ยังมีสิวมีประเภทหนึ่งที่ไม่มียาใด ๆ ที่จะรักษาให้หายได้ นั่นคือสิวที่เรียกว่า Dysmorphia ซึ่งเป็นภาวะของความผิดปกติส่วนบุคคล คล้ายกับลักษณะของภาวะความผิดปกติในพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ผู้ที่เป็นสิวลักษณะนี้จะเป็นผู้ที่มีความรู้สึกไม่พอใจในสภาพร่างกายของตัวเอง อาการของโรคนี้ก็เช่น การไม่พอใจในน้ำหนักของตัวเอง สิว หรือสภาพผิวของตัวเอง เป็นต้น
 
ปัญหาก็คือ สิวลักษณะนี้อันที่จริงแล้วไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกับสิวแม้แต่น้อย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคนี้ สิวถือเป็นประเด็นหนึ่งของปัญหานี้ เมื่อเกิดสิวขึ้นบนใบหน้า ผู้นั้นก็จะหมกมุ่นอยู่แต่กับผิวของตัวเอง แม้จะเป็นสิวเพียงน้อยนิดก็ตาม อาจจะพยายามกดหรือบีบผิวบริเวณใดบริเวณหนึ่งจนเลือดออกหรือติดเชื้อ บ่อยครั้งที่เจ้าตัวเกิดความเครียดหรือวิตกกังวลจากความไม่พอใจในสภาพผิวของตนเอง

ที่น่าเศร้าคือ หลายครั้งพบว่าคนเหล่านี้อาจจะมีสิวแค่เพียงเล็กน้อยหรือขึ้นมาแบบที่คนอื่นแทบจะมองไม่เห็น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ไม่มียารักษาสิวใด ๆ ที่จะช่วยรักษาอาการหมกมุ่นกับผิวของคนเหล่านี้ได้ เป็นความผิดปกติของผู้ที่เป็นสิวชนิดนี้ซึ่งจะเห็นได้จากการส่องกระจกบ่อย ๆ อาจจะเป็นร้อยครั้งต่อวันก็เป็นได้ แต่ละครั้งที่ดูกระจกก็จะเกิดความไม่พอใจและหลอกตัวเอง บางครั้งจะรู้สึกว่าสิวนั้นมีมากหรือใหญ่มากกว่าที่เป็นอยู่จริง

การรักษาความผิดปกตินี้ไม่ได้อยู่ที่การใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว แต่ต้องรักษาจากภายใน จากพฤติกรรม อันเป็นการรักษาที่น่าอัศจรรย์สำหรับการรักษาสิวชนิด dysmorphia พบว่าหลาย ๆ ครั้งก็ต้องใช้การรักษาด้วยวิธีนี้เพื่อลดอาการของโรคดังกล่าว ในรายที่เป็นมากอาจต้องให้ยาเพื่อยับยั้ง serotonin reuptake บางรายพบว่าการรักษาในลักษณะของการสะกดจิตนั้นให้ผลดี

ประเด็นสำคัญที่ควรต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิว dysmorphia นั่นก็คือสิวนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความรุนแรงของสิว แต่เกี่ยวกับความผิดปกติทางด้านจิตใจ ซึ่งต้องการการรักษาต่างจากการรักษาสิว และยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาอาการ dysmorphia เนื่องจากอาจสร้างปัญหาต่าง ๆ ได้มาก เช่นทำให้ผู้ป่วยเกิดความวิตกกังวลซึมเศร้า รวมถึงการฆ่าตัวตาย

ไม่มีใครที่ยินดีเมื่อเป็นสิว แต่สิวที่เกิดจาก dysmorphia นั้นถือเป็นความผิดปกติ ควรหาวิธีการรักษาด้านจิตใจเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นจะพบว่าสิวที่เป็นนั้นจะไม่เป็นปัญหากับชีวิตของคุณ

2.Acne excoriee นั้นเป็นลักษณะของผู้ที่ชอบกดหรือบีบสิว มักพบได้มากในวัยรุ่นหญิง โดยจะมีพฤติกรรมส่วนตัวที่กดหรือบีบสิวทันทีโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นหรือสัมผัสพบว่ามีสิวเกิดขึ้น สิวประเภทนี้เป็นอาการที่สิวเกิดการติดเชื้อจากการกดสิวอักเสบเป็นประจำ พฤติกรรมเช่นนี้จะส่งผลให้สิวอักเสบลุกลามแพร่กระจายมากขึ้น อาการสิวแย่ลงกว่าเดิม ลักษณะดังกล่าวจะเป็นผลให้เกิดรอยแผลเป็น หรือสะเก็ดแผลบนผิวได้ สิ่งสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกันก็คือ ความเครียด วิตกกังวล หรือปัญหาทางด้านอารมณ์ ที่มีผลต่ออาการของ acne excoriee


Acne excoriee นั้นปกติทั่วไปพบได้ในผู้หญิง และส่วนใหญ่มักเริ่มตั้งแต่เริ่มเข้าวัยรุ่น วัยที่เริ่มเป็นสิวปกติจะเริ่มที่วัยรุ่นและไปจนถึงวัยรุ่นตอนปลาย หรือช่วงแรกของวัยผู้ใหญ่ บางคนอาจเป็นสิวได้ไปจนถึงอายุ 30 หรือมากกว่านั้น อัตราส่วนของคนปกติ 5% อาจยังคงเป็นสิวได้ที่อายุเลย 45 ปีไปแล้ว แต่ว่าพฤติกรรมการบีบหรือกดสิวอาจยังคงอยู่ต่อไปแม้ว่าอาการสิวจะดีขึ้นแล้วก็ตามแม้ว่าสิว

ลักษณะนี้แพทย์มีความเห็นว่าเป็นอาการทางจิตประเภทหนึ่งของผู้ป่วย แต่การรักษาทางจิตวิทยาก็ยังไม่เห็นความสำเร็จในการรักษาแต่อย่างใด

วิธีแก้คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัว

 3. สิวที่เกิดจากน้ำมันใส่ผม เมื่อเปลี่ยนน้ำมันใส่ผม ซึ่งเป็นสิ่งปกติที่วัยรุ่นและวัยรุ่นตอนปลายใช้เป็นวิธีในการเปลี่ยนสไตล์ของตนเอง บางครั้งทรงผมใหม่ ๆ ก็ต้องใช้น้ำมันหรือผลิตภัณฑ์แต่งผมที่มีความเหนียว, หนา, มัน และโดยปกติแล้วการใช้ผลิตภัณฑ์แต่งผมก็จะใช้ในกรณีที่ 1) ผมหยักศกให้เป็นผมตรง หรือ 2) ผมที่ต้องจัดทรงเซ็ททรง น้ำมันใส่ผมบางชนิดมีขายตามร้านหรือสรรพสินค้าทั่วไป บ้างก็เป็นผลิตภัณฑ์ทำเอง


ผลข้างเคียงอย่างหนึ่งที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้น้ำมันแต่งผมนั่นคือ อาจทำให้เกิดสิว สิวชนิดนี้มักเกิดขึ้นบริเวณหนังศีรษะ, หน้าผาก และขมับ ซึ่งเป็นผิวบริเวณที่สัมผัสกับน้ำมันแต่งผม เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดสิว เป็นสิวลักษณะตุ่มหนองเล็ก ๆ และสิวที่เป็นตุ่มน้ำใส ๆ
เป็นกันได้มาก แต่อาจไม่เป็นทุกคน สิวจากน้ำมันแต่งผมนั้นอยู่ในหมวดของสิวอุดตันที่เกิดได้จากเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม ส่วนผสมของน้ำมันที่มีปริมาณมากในผลิตภัณฑ์จัดแต่งผมสามารถอุดตันรูขุมขน แล้วทำให้ก่อตัวเป็นสิวอุดตัน อีกทั้งยังมีสารเคมีบางอย่างในผลิตภัณฑ์แต่งผมที่อาจทำให้ระคายเคืองผิว ทำให้เกิดการอักเสบ
วิธีการรักษา
การรักษาสิวที่เกิดจากผลิตภัณฑ์แต่งผม มีทางเลือกดังต่อไปนี้
- หากใช้ผลิตภัณฑ์ใส่ผมเพื่อลดการเกิดรังแค ลองทาผลิตภัณฑ์นั้นห่างจากโคนผมและหนังศีรษะประมาณ 1 นิ้ว
- หากใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อจัดแต่งทรงผม ลองทาผลิตภัณฑ์นั่นแค่เพียงปลาย ๆ เส้นผม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผลิตภัณฑ์แต่งผมสัมผัสหนังศีรษะ
- หากลองวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้วไม่หาย ให้หยุดใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับจัดแต่งทรงผม
เมื่อเลิกใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งผม หรือผลิตภัณฑ์นั้นไม่สัมผัสกับผิวรอบ ๆ ไรผม สิวที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็จะค่อย ๆ หายไป หากยังไม่หายควรใช้วิธีการรักษาเหมือนกับการรักษาสิวประเภทอื่น ๆ โดยการล้างทำความสะอาดผิว และทายาเช่น Benzoyl peroxide หากสิวยังไม่หายไปภายใน 6-8 สัปดาห์หลังการรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

4. สิวที่เกิดจาก Rosacea อ่านว่า โร-เซย์-ชา เป็นอาการที่เกิดได้บ่อย ๆ แต่มีผู้รู้จักและเข้าใจน้อย เป็นอาการผิดปกติของผิวหน้าและมีชาวอเมริกันผู้ที่เป็น rosacea อยู่ประมาณ 14 ล้านคน
เป็นอาการที่เรื้อรังแต่สามารถรักษาได้ พบได้บริเวณกลางใบหน้า และบ่อยครั้งที่มีลักษณะคล้ายสิวเห่อ แม้ว่า rosacea อาจเป็นได้ในทุกวัย แต่การเก็บข้อมูลบ่งชี้ว่ามักจะเริ่มเป็นหลังอายุ 30 ปีไปแล้ว โดยจะมีผิวหน้าแดงที่แก้ม จมูก คาง หน้าผาก และอาการจะเป็นได้มากขึ้นและยาวนานยิ่งขึ้นจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดฝอยได้ จากนั้นจะเหลือร่องรอยของสิวที่รักษายาก ในรายที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะผู้ชาย จมูกจะพองบวมจากการที่เนื้อเยื่อสร้างมากเกินไป หลายคนมีอาการที่ดวงตาร่วมด้วย โดยจะรู้สึกระคายเคืองตา ตาแฉะ เส้นเลือดฝอยในตาแตก
แม้ว่า rosacea จะเกิดขึ้นได้กับประชากรทุกประเภท ผู้ที่มีผิวขาวจะมีแนวโน้มในการเกิดผิวหน้าแดงได้ง่ายกว่า อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่ความรุนแรงของอาการจะน้อยกว่าผู้ชาย ยังมีหลักฐานว่า rosacea นั้นมีแนวโน้มว่าเกิดขึ้นได้กับสมาชิกในครอบครัว
จากการเก็บข้อมูลสำรวจผลจาก National Rosacea Society พบว่า 70% ของผู้ที่เป็น Rosacea นั้นบอกว่าพวกเค้ารู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง และไม่ค่อยภูมิใจในตัวเองเท่าใดนัก และอีก 41% แจ้งว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเค้าหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน และไม่อยากเข้าสังคม ในกลุ่มของผู้ที่มีอาการรุนแรงพบว่า 70% แจ้งว่าเป็นเหตุให้มีผลกระทบต่อการปฏิสัมพันธ์ของเขากับผู้อื่น และอีกเกือบ 30% แจ้งว่าเป็นเหตุให้ขาดงาน ข่าวดีก็คือผู้ที่มีอาการของ rosacea มากกว่า 70% นั้นรายงานว่าอาการดีขึ้นเมื่อรักษาด้วยการทายา
ในขณะที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุเกิดจากอะไร และไม่มีทางรักษา แต่อาการเหล่านั้นก็สามารถควบคุมได้ด้วยการทายาและการเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิต ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองเป็น rosacea ควรรีบพบแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณเพื่อวินิจฉัยและหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม ก่อนที่อาการจะรุนแรงมากขึ้นแล้วสร้างปัญหาให้กับการดำเนินชีวิต




Rosacea เกิดจากอะไร

มี ทฤษฎีอยู่มากมายที่กล่าวถึงสาเหตุของการเกิด rosacea ที่ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ คาดหวังกันว่าการวิจัยต่อ ๆ ไปจะมีวิธีการช่วยรักษาและป้องกันอาการของ rosacea
หลายคนเชื่อว่า rosacea อาจเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด เนื่องจากมีอาการของผิวหน้าแดง และมองเห็นเส้นเลือดฝอย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็ยังพิจารณาว่าอาการผิวแดงอาจเกี่ยวข้องกับระบบ ประสาท เพราะ rosacea นั้นจะมีอาการกำเริบได้เมื่อผู้ป่วยมีความเครียดทางด้านอารมณ์
มีทฤษฎี ที่กล่าวถึงอาการบวมว่าเกิดจากการไหลเวียนของเลือดมากขึ้นในช่วงที่ผิวหน้า แดง ซึ่งจะทำให้เกิดการเพิ่มน้ำเลี้ยงในเนื้อเยื่อที่สะสมได้รวดเร็วเกินกว่า ที่ระบบน้ำเหลืองจะสามารถขับออกไปได้ อาการผิวบวมจึงอาจทำให้ผิวหนาขึ้นจากการสะสมของเนื้อเยื่อที่มากขึ้นด้วย
นอก จากเส้นเลือดแล้วก็ยังมีปัจจัยอื่นเช่น ตัวไรในต่อมขน ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ก็เป็นตัวหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดอาการได้ ตามปกติตัวไรนี้ได้อาศัยอยู่บนผิวหนังของมนุษย์ที่มีปริมาณของเซลล์ที่ตาย แล้ว แต่จะพบได้มากกว่าในผู้ที่เป็น rosacea
เชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori เป็นตัวหนึ่งที่มีผลต่อแผลอักเสบในลำไส้เล็ก ซึ่งมีผลต่อ rosacea ด้วยโดยอาจเพิ่มระดับฮอร์โมน gastrin (เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย) ที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้ผิวแดง 


 5.สิวที่เกิดจากโรคขนคุด (Keratosis pilaris) โรคขนคุด เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป มีลักษณะรูขุมขนเป็นตุ่มแข็งนูนขึ้นมาบนผิวให้สัมผัสขรุขระเมื่อลูบดู และแลดูเหมือนหนังไก่ ส่วนใหญ่พบได้บริเวณแผ่นหลัง และต้นแขนด้านนอก (บริเวณท่อนแขนก็พบได้บ้าง) และยังพบได้บริเวณต้นขา สีข้าง สะโพก น่อง น้อยครั้งที่จะพบบริเวณผิวหน้า และอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิว
 
การจัดแบ่งประเภท
คนที่เป็นส่วนใหญ่จะเป็นวัยผู้ใหญ่ 40-50% และประมาณ 50-80% เป็นวัยหนุ่มสาว และจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และความรุนแรงก็จะมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรงมาก โรคขนคุดนั้นมีอยู่หลายประเภท ตั้งแต่ Keratosis pilaris rubra คือขนคุดที่มีอาการอักเสบ แดง, alba คือขนคุดที่เป็นตุ่มแข็งขึ้นมาบนผิวหนังแต่ไม่ระคายเคือง, rubra faceii คือเป็นผื่นแดงบริเวณแก้ม - - ส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคขนคุดมักไม่รู้ว่าตนเองเป็นอยู่ (หากว่ามีอาการเล็กน้อย) คนมักจะสับสนเข้าใจว่าเป็นสิวเนื่องจากขนคุดนั้นมีลักษณะคล้ายกับเวลาที่ขนลุก เมื่อสัมผัสจะเป็นตุ่มเล็ก ๆ บนผิวหนัง

วิธีการรักษา
ขณะนี้ยังไม่พบวิธีการรักษาอาการขนคุด แต่ก็มีวิธีที่ได้ผลระดับหนึ่งที่จะทำให้อาการดูน้อยลง ผิวบริเวณที่เป็นขนคุดจะดูดีขึ้นและอาจหายไปได้ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านพ้นไป - - การขัดและผลัดเซลล์ผิว, ครีมบำรุงผิวเข้มข้น, lac-hydrin, Retin-A และโลชั่นที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ Urea อาจช่วยบำรุงผิวบริเวณที่มีปัญหาให้ดีขึ้น เนียนนุ่มขึ้นได้บ้างชั่วคราว - - การใช้ผลิตภัณฑ์ milk bath ก็ช่วยได้บ้างเนื่องจากมีส่วนผสมของกรด lactic - - การรับประทานวิตามินเอในปริมาณเล็กน้อยก็ช่วยได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีผลต่อตับ อาจทำให้เกิดพิษได้ และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจรับประทานวิตามินเอ - - วิธีการที่ปลอดภัยกว่าคือการทาน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ในบริเวณที่เป็นขนคุด โดยทาตอนอาบน้ำเสร็จใหม่ขณะที่ตัวยังเปียกน้ำ แล้วทิ้งไว้สักพักจึงค่อยเช็ดตัว จะช่วยกำจัดและป้องกันการเกิดขนคุดได้อย่างถาวร
การเกาและแกะขนคุดนั้นจะทำให้เป็นแผลแดง และบางครั้งก็ทำให้เลือดออก การแกะเกาบ่อย ๆ จะทำให้กลายเป็นแผลเป็นรอยดำ การสวมใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ไม่ให้รัดบริเวณที่เป็นขนคุดก็จะช่วยลดการเกิดขนคุดใหม่ ๆ ได้ เพราะหากสวมใส่เสื้อผ้าคับ ๆ ก็จะเกิดการเสียดสี เปรียบเสมือนการเกา ก็จะทำให้ยังเป็นขนคุดเพิ่มได้อีก


การอาบแดด
คนที่เป็นขนคุดบางคนกล่าวว่าการอาบแดดนั้นช่วยบรรเทาอาการของขนคุดได้ แม้ว่าการอาบแดดจะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นและอาจเป็นปัญหาในระยะยาวได้มากกว่าการเป็นขนคุด เนื่องจากความร้อนจากแสงแดดนั้นจะทำให้รูขุมขนบนผิวขยายตัว แต่สุดท้ายแล้วก็จะทำให้ผิวแห้งและแย่กว่าเดิม วิธีที่ดีที่สุดคือการขัดผิวเพื่อให้เซลล์ผิวเก่า ๆ หลุดออก แล้วทาครีมบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ เมื่อผิวไม่แห้งแข็ง และผิวไม่หนา ขนก็จะงอกออกมาให้ง่าย จึงลดการเกิดขนคุดลงไปได้มาก


6. ผิวหนังอักเสบ Perioral Dermatitis คือผื่นคันบนผิวหน้าที่อักเสบเป็นตุ่มแดง หรือตุ่มหนองอักเสบ บางครั้งเป็นตุ่มใสพุพอง หรือน้ำหนอง ซึ่งมักเกิดขึ้นบริเวณรอบปาก จมูกและคาง และอาจเกิดอาการผิวแดงที่คางและเหนือริมฝีปาก โดยเฉพาะถ้าได้ครีมสเตียรอยด์ - - อาจมีอาการคันและเจ็บแสบร่วมด้วย
ใครที่จะเป็นผิวหนังอักเสบ Perioral Dermatitis โดยมากมักเป็นในผู้หญิง ในผู้ชายนั้นก็มีบ้างนาน ๆ ครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นที่เปลือกตาพบได้ที่ไหนบ้าง ปกติจะพบได้บริเวณปาก แต่ไม่เกินเข้าไปในริมฝีปาก รอบจมูก และบ้างครั้งก็เป็นที่เปลือกตา จะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ โดยทั่วไปจะพบได้ในช่วงระหว่างวัยรุ่นตอนกลาง และหญิงวัยหมดประจำเดือน แต่ส่วนใหญ่เป็นในช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป แม้ว่าจะพบได้ไม่บ่อยแต่ก็มีรายงานว่าเป็นได้ในวัยเด็ก อาการจะอยู่เป็นเดือน ๆ และอาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก



 

สาเหตุของการเกิดผิวหนังอักเสบ Perioral Dermatitis ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ครีมสเตียรอยด์ก็สามารถทำให้เกิดอาการได้มากเท่ากับทำให้อาการแย่ลงได้ มีรายงานเกี่ยวกับการใช้ยาสีฟันแล้วทำให้เกิดอาการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูตรต่อต้านหินปูน และฟลูออไรด์ ไม่พบว่ามีตัวแพร่เชื้อในอาการนี้ ฮอร์โมนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และมอยส์เจอร์ไรเซอร์มีส่วนทำให้อาการผื่นแดงเป็นมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเชื่อว่าโรคผิวหนังชนิดนี้อาจมีความเกี่ยวเนื่องกับ rosaceaอาการอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับผิวหนังอักเสบ perioral dermatitis
- Sebderm โดยปกติจะมีลักษณะแดงและเป็นสะเก็ดบริเวณผิวเหนือริมฝีปาก-ใต้จมูก และข้าง ๆ จมูก
- ผื่นแพ้พันธุกรรม ปกติจะมีอาการคันมากกว่าการเป็นสิว และอาจเป็นได้ทั้งหน้าและมือ
- Rosacea โดยปกติจะพบได้ที่แก้ม ทำให้ผิวแก้มแดง และเกิดเส้นเลือดฝอยแตก
- ผื่นแพ้สัมผัส เกิดผิวอักเสบและผื่นคัน ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการเรื้อรังในบริเวณที่รักษาไม่หายขาด
- Steroid acne พบได้บนผิวหน้า ส่วนใหญ่จะทำให้เกิด rosacea การใช้ยาสเตียรอยด์นาน ๆ นั้นอาจทำให้เกิดสิวได้ จะจัดการกับผิวหนังอักเสบ perioral dermatitis ได้อย่างไร
1) ดูแลตัวเอง
- โดยการหลีกเลี่ยงทุกสิ่งทุกอย่าง เว้นเสียแต่ยาสเตียรอยด์ภายนอกชนิดอ่อนที่สุดกับผิวหน้า แล้วค่อยลดปริมาณลง หากใช้เป็นเวลานานควรอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ผิวหนังจะดีที่สุด
- ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์แต่เพียงน้อย ๆ เครื่องสำอางต่าง ๆ ควรเป็นชนิดปราศจากน้ำมัน และมีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำ
- ใช้พวกเมคอัพสำหรับปกปิดได้ แต่จะลดการทำงานของตัวยาที่ใช้ในการรักษาลงกว่าปกติ
2) การใช้ยา
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลือกในการรักษา
ยาทาภายนอก
- ได้ผลพอสมควร แต่การรับประทานยาปฏิชีวนะนั้นก็จำเป็นเพื่อให้ได้ผลเร็วขึ้น
- การทาครีมหรือโลชั่นเช่น ครีม metronidazole ควรทาวันละสองครั้ง จะเห็นผลหลังจากการใช้ประมาณ 2-3 เดือน
ยารับประทาน
หากว่าได้รับการรักษาที่เหมาะสมเพียงพอแล้ว โอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำนั้นค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยเป็นผิวหนังอักเสบ perioral dermatitis จะมีอาการดีขึ้นหลังจาก 4-6 สัปดาห์ แต่ในบางรายก็ต้องใช้ระยะเวลา การรักษาด้วยวิธีการรับประทานยาปฏิชีวนะเช่น
- Minocycline 50-100 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง จนกว่าจะหาย โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ในบางรายก็อาจต้องรับประทานต่ออีกสักพักในปริมาณที่น้อยลง และนานขึ้น
- Tetracycline 500 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง 6-12 สัปดาห์
- Doxycycline 100 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง 6-12 สัปดาห์


7.สิวหรือผดผื่น คุณ ๆ ทั้งหลายเคยอยู่ท่ามกลางแสงแดดตลอดทั้งวันกันบ้างมั้ย เช่นการไปเที่ยวสวนสนุกเวลากลางวันโดยที่มีแสงแดดส่องกระทบพื่นสะท้อนผิวหน้าทั้งวัน เหงื่อชุ่มโชกไปทั้งหน้าแล้วไหนจะยังน้ำมันเยิ้มบนผิวหน้า - - ในวันเช่นนี้หลาย ๆ คนอาจสังเกตเห็นว่ามีสิวเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นเต็มบนหน้าผาก และที่อื่น ๆ อีกเช่นคาง นี่คือสิวหรืออะไรกันแน่?? ก็ในเมื่อสิวเม็ดเล็ก ๆ ที่พวกเขาเป็นกันอยู่นี่มันมีลักษณะคล้ายกันมากกับผดผื่น หลายคนคิดว่าตัวเองเกิดสิวอักเสบขึ้น อันที่จริงแล้วพวกเขาก็แค่เป็นผดผื่นที่เกิดขึ้นได้เมื่อเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ และบางทีแม้กระทั่งมลภาวะทางสภาพแวดล้อมหรือฝุ่นควัน ที่สามารถเกาะที่ผิวหน้าคุณได้เมื่อมีความร้อนและความชื้นสูง และเมื่อผิวมีน้ำมันมากเกิน
วิธีที่ดีที่สุดจะทำได้คือการล้างหน้าให้สะอาดทันทีที่กลับถึงบ้าน และทาครีมรักษาสิว หรือ Benzoyl Peroxide หรือ Salicylic Acid เพียงบาง ๆ - - บางคนชอบ Salicylic แต่ว่าก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน สิ่งเหล่านี้จะช่วยเป็นเสมือนตัวกระชับผิวและกำจัดน้ำมันส่วนเกิน โดยไม่ทำให้ผิวแห้งเกินไป เพราะจะทาแค่เพียงครั้งเดียวหลังล้างหน้า (หลังสถานการณ์ลักษณะนี้) และทาเพียงบาง ๆ เท่านั้น และไม่ควรทำมากเกินกว่านี้ คุณคงไม่ต้องการที่จะทำให้มันแย่ลงกว่าเดิมโดยการทำให้มันเป็นสิวขึ้นมาซะก่อนเนื่องจากผิวแห้งมากและระคายเคือง

 

 
สาเหตุของผดผื่นชนิดนี้
เกิดจากการที่ผิวเราปล่อยเหงื่อออกมามากเกินไปซึ่งจะเกิดขึ้นได้บ่อยเมื่อเจออากาศร้อนหรือชื้น ในบ้านเราจะเป็นกันมากเวลาเดินกลางแจ้งนานๆหรือไปเที่ยวชายทะเล เที่ยวป่า เป็นต้น เมื่อเหงื่อถูกผลิตออกมามากไปจะไปทำลายเซลล์ที่ชั้นผิวและเมื่อเหงื่อที่จะออกต่อมาไม่สามารถออกไปได้ทำให้เป็นเม็ดผดขึ้นมา
8.รูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) เกิดจากการที่รูขุมขนติดเชื้อซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่บนผิวหน้าหรือหนังศีรษะ โดยปกติแล้วจะมีอาการคัน บางครั้งอาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย อาการรูขุมขนอักเสบนั้นมีลักษณะคล้ายสิว อาการที่ปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลัน หรือขึ้นมานิดหน่อยในระยะเวลาสั้น ๆ มักเกี่ยวเนื่องกับแบคทีเรีย Staph ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการรับประทานยา Cephalexin, dicloxacillin หรือยาอื่น ๆ ที่เป็นยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะแบบทาภายนอกที่เป็นครีมหรือโลชั่นก็สามารถใช้ได้ ขี้ผึ้ง Bactroban อาจใช้ทาบริเวณด้านหน้าของรูจมูกเป็นเวลาสักระยะหนึ่งเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ อาจดูไม่เข้าท่าแต่ความจริงก็คือ ภายในโพรงจมูกด้านหน้านั้นเป็นที่ที่แบคทีเรียสามารถอาศัยอยู่ได้แม้ว่าจะรับประทานยาปฏิชีวนะ เชื้อที่ยังอยู่บริเวณนั้นจะแพร่กระจายกลับไปที่ผิวหนังเพื่อเริ่มการแพร่เชื้ออีก

   

  การอักเสบเรื้อรังของรูขุมขนนั้นไม่สามารถรักษาได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียว บ่อยครั้งที่อาการรูขุมขนอักเสบนี้เกิดขึ้นที่บริเวณขาของผู้หญิง แต่จะเป็นบริเวณที่มีการโกน, แว๊กซ์, การถอนขน หรือการเสียดสี โดยจะต้องหยุดพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้อย่างน้อย 3 เดือนเพื่อให้ขนที่งอกใหม่ได้เติบโตขึ้นตามปกติ หากจำเป็นต้องโกนควรโกนไปตามแนวขน ซึ่งลักษณะนี้อาจทำให้ผิวไม่เรียบเนื่องจากโกนได้ไม่เกลี้ยง แต่รูขุมขนจะดูดีขึ้นกว่าการโกนแบบเดิม ยาปฏิชีวนะเช่น tetracycline หรือ minocycline สามารถใช้ได้ในช่วงเวลา 4-6 สัปดาห์ นอกจากนั้นหากผิวแพ้ง่าย, แห้ง ควรใช้โลชั่นฆ่าเชื้อโรคในบริเวณที่แห้งและแพ้ โลชั่นดังกล่าวเช่น Xerac-Ac (aluminum chlorhydrate solution), Cleocin-T solution หรือ Benzaclin gel ในบางกรณีการติดเชื้อจากแบคทีเรียพบได้ในถังน้ำร้อนที่สกปรก หรือแปรงขัดผิวที่สกปรก ในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย, ต้องหลีกเลี่ยงการขัดถูหรือเสียดสี หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่ทำจาก Lycra หรือผ้าที่มีเนื้อแข็งหยาบ เช่นยีนส์ ไม่ให้สัมผัสบริเวณที่เป็นรูขุมขนอักเสบ ทามอยส์เจอไรเซอร์ปราศจากน้ำมันเช่น ครีม Lac-hydrin (ammonium lactate 12%) ร่วมกับการทาครีม Cortisone ในบริเวณที่เป็นหากพบว่ามีอาการของผื่นแดงเป็นวงร่วมด้วย ในกรณีที่มีอาการเดิม ๆ กลับมาเป็นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขาอาจใช้การรักษาด้วยวิธีการเลเซอร์ขนออกไป อาจจะเป็นวิธีที่ค่อนข้างแพงและต้องทำหลาย ๆ ครั้ง แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งหากวิธีอื่น ๆ นั้นไม่ได้ผล



9.ผื่นแดง Sebderm หรือที่เรียกกันว่า Seborrhea นั้นเป็นลักษณะของผิวอักเสบแบบตื้น ๆ เป็นผื่นแดง เป็นแผ่น ๆ ปกติจะขึ้นที่หนังศีรษะ (เช่นรังแค), คิ้ว, ระหว่างร่องจมูกกับริมฝีปาก, หน้าผาก, แก้ม และรอบ ๆ จมูก, หลังหู, ตีนผม ยังเป็นได้บริเวณร่องอก, สะดือ, ขาหนีบ เป็นบริเวณที่มีรูขุมขนและต่อมไขมัน (ซึ่งมีหน้าที่ผลิตซีบั่ม) เป็นจำนวนมากกว่าที่อื่น มักมีความเข้าใจกันว่า Sebderm เกิดจากอาการที่ผิวชั้นหนังกำพร้ามีความไวมากกว่าปกติ, แบคทีเรีย หรือยีสต์ ผู้ที่เป็น Sebderm จะมีปริมาณยีสต์ชื่อ Pityrosporum อยู่บนผิวหนังเป็นจำนวนมาก ปกติแล้วยีสต์ตัวนี้จะอยู่บนผิวของเราตามธรรมชาติ แต่การเกิด sebderm เป็นปฏิกิริยาตอบสนองกับยีสต์เหล่านั้น ปัจจัยส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการก็คือ ความเครียด, ภูมิคุ้มกันผิวที่ลดลง และอากาศเย็น ปกติแล้วพบว่าผู้ที่เป็น Sebderm จะอยู่ในช่วงอายุ 20-50 ปี และเป็นในผู้ชายมากกว่า อัตราส่วน 3-5% ในวัยเริ่มเป็นผู้ใหญ่

 
 

วิธีการรักษา : สเตียรอยด์และยาต้านเชื้อรา
มีการรักษาอยู่ 2 แบบคือ ใช้ยาทาเชื้อราในบริเวณที่เกิดอาการ ยาทาเชื้อราจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการได้ด้วย แต่สเตียรอยด์นั้นควรทาในบริเวณที่เกิดอาการอยู่เท่านั้น Sebderm ที่เกิดขึ้นบนผิวหน้านั้นให้ผลตอบสนองดีกับยา corticosteroids ที่ระดับความเข้มข้นต่ำเช่น ครีมหรือโลชั่น hydrocortisone1% เช่นเดียวกัน, corticosteroid นั้นไม่ควรใช้ทาบนผิวหน้าติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการผิวเหี่ยวหรือผลข้างเคียงอื่น ๆ ในบริเวณที่มีขนปกคลุมควรใช้ในรูปแบบโลชั่นเพื่อให้ทาได้ง่ายกว่าแบบครีม

แชมพูต้านเชื้อรา
ประเด็นสำคัญของการใช้แชมพูขจัดรังแคนั้น เป็นการใช้เพื่อรักษา sebderm ที่เกิดขึ้นบนหนังศีรษะ ซึ่งจะมีส่วนประกอบของ Selenium (เช่น เซลซั่นขวดสีฟ้า) หรือ Zinc (เช่น เฮดแอนด์โชลเดอร์) ซึ่งทั้งสองตัวนั้นจะก่อให้เกิดพิษต่อยีสต์ Pityrosporum ที่แนะนำให้ผู้เป็น sebderm ทั้งบนหนังศีรษะและใบหน้าใช้ เพื่อกำจัดยีสต์ดังกล่าวทั้งสองบริเวณ และยังเหมาะสำหรับบริเวณที่มีหนวดเคราด้วย ทั้งแชมพู Ketoconazole (ไนโซรอล) 2% และแชมพู Selenium sulfide 2.5% นั้นให้ผลดีในการรักษาผู้ที่เป็นรังแคปานกลางถึงมาก แชมพู ketoconazole 2% นั้นให้ผลดีมากทั้งในการกำจัด sebderm บนหนังศีรษะ และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำเมื่อใช้สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง Ketoconazole มีชนิดที่ความเข้มข้น 1% วางขายทั่วไป แต่หากเป็นความเข้มข้น 2% ยังคงต้องใช้ใบสั่งจากแพทย์ในการซื้อ

การรักษาในกรณีที่มีอาการรุนแรง
เมื่อมีอาการ sebderm ขั้นรุนแรง ให้ใช้สเตียรอยด์ที่มีความเข้มข้นสูงในการรักษา จนกว่าอาการจะอยู่ในความควบคุม ครีม ketoconazole ก็เป็นยาที่ให้การรักษา sebderm ได้ดีในบริเวณอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากหนังศีรษะ ครีมต้านเชื้อราตัวอื่น ๆ เช่น micronazole สามารถใช้ในการรักษา sebderm บริเวณผิวหน้าได้ การทดลองหนึ่งที่ได้ผลคือการใช้เจล metronidazole 1% ในผู้ที่เป็น sebderm จากการใช้ติดต่อกัน 8 สัปดาห์ ผู้ป่วย 14 คนที่ได้รับ metronidazole มีอาการดีขึ้น แม้การรักษาด้วย metronidazole นั้นจะยังไม่ได้รับการรับรอง แต่ก็ใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเมื่อใช้ยารักษาตัวอื่น ๆ ไม่ได้ผล  ได้มีการสุ่มควบคุมผลการรักษาในรูปแบบต่าง ๆ พบว่าการรักษาด้วยสมุนไพรในการรักษา sebderm และรังแค นั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการใช้ 10 สัปดาห์ อาการ sebderm ส่วนใหญ่แล้วจะรักษาให้หายได้ด้วยยาทาดังกล่าว ต่อเมื่อการทายาดังกล่าวนั้นไม่ให้ผลดังที่ต้องการจึงพิจารณาให้รับประทานยาต้านเชื้อแบคทีเรีย การรับประทานยา Terbinafine พบว่าให้ผลดีในการรักษา sebderm ขั้นปานกลางถึงขั้นรุนแรง ในคลินิกพบว่าอาการดีขึ้นจากการรักษาด้วยยา Terbinafine ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ และยังให้ผลต่อไปอีก 8 สัปดาห์หลังการรักษา
ผู้ป่วยนั้นจะได้รับการวินิจฉัยให้ใช้โลชั่น hydrocortisone 1% และครีม Ketoconazole 2% ทั้งสองอย่างใช้ทาวันละสองครั้งในบริเวณที่เป็น ผู้ป่วยจะได้รับคำอธิบายจากแพทย์ว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และอาการของ sebderm อาจกลับมาได้อีกเมื่อผู้ป่วยมีความเครียด

Reference
-jfponline.com
เรียบเรียงและแปลโดย Acnethai.com